ถ้าบริษัทสองแห่งรับงานเหมือนกัน แต่แห่งหนึ่งเก็บเงินสดไว้มากกว่าและอีกแห่งกู้มากกว่า ROE ที่ต่างกันช่วยบอกผลงานจากงานหลักได้แค่ไหน?
RNOA หรือ return on net operating assets ช่วยจัดคำถามนี้ให้ชัดขึ้น โดยแยกสินทรัพย์และหนี้สินที่ใช้ดำเนินงานออกจากรายการทางการเงิน แล้วเทียบกำไรจากการดำเนินงานหลังภาษีกับฐานที่ใช้ทำงานนั้น
ตอนนี้ยังใช้บริษัทสมมติที่ขายอุปกรณ์ รับติดตั้งระบบ และให้บริการดูแลต่อเนื่อง หน่วยล้านบาท ปีที่ 1 (Y1) และปีที่ 2 (Y2) เป็นงวดละ 12 เดือน Y0 คือยอดงบก่อนเริ่มปีที่ 1 จุดสำคัญอยู่ที่การจัดประเภทรายการให้สอดคล้องกัน ก่อนนำตัวเลขใดมาหาร
แยกรายการตามหน้าที่ของมันในธุรกิจ
ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ งานที่รับรู้รายได้แล้วแต่ยังไม่มีสิทธิเรียกเก็บโดยปราศจากเงื่อนไข และเครื่องมือที่ใช้ส่งมอบงานอยู่ฝั่งดำเนินงาน ส่วนเจ้าหนี้การค้า ค่าใช้จ่ายดำเนินงานค้างจ่าย และเงินที่ลูกค้าจ่ายล่วงหน้าช่วยสนับสนุนเงินให้การดำเนินงาน จึงต้องหักออกเมื่อหาฐานสุทธิ
เงินกู้ที่มีดอกเบี้ยอยู่ฝั่งจัดหาเงิน ส่วนเงินสดต้องกำหนดนโยบายให้ตรงกับลักษณะธุรกิจ ในตัวอย่างนี้กันเงินสด 2 ล้านบาทไว้ใช้ดำเนินงาน ณ ทุกวันสิ้นงวด และจัดเงินสดส่วนที่เหลือเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน นี่เป็นข้อสมมติของกรณี ไม่ใช่เกณฑ์สำเร็จรูปสำหรับทุกบริษัท
NOA = สินทรัพย์ดำเนินงาน − หนี้สินดำเนินงาน ส่วน NFO = หนี้สินทางการเงิน − สินทรัพย์ทางการเงิน เราใช้ NFO ในความหมายภาระทางการเงินสุทธิ และต้องกระทบยอดให้ NOA = NFO + ส่วนของผู้ถือหุ้น
บริษัทจริงอาจมีสัญญาเช่า ภาษีค้างจ่าย เงินลงทุน เงินบำนาญ หรือรายการอื่นที่ต้องใช้ข้อมูลเพิ่มเติม ตัวอย่างนี้ตัดรายการเหล่านั้นออกเพื่อให้เห็นกลไกหลัก ไม่ได้กำหนดว่าทุกรายการที่ชื่อเหมือนกันต้องจัดฝั่งเดียวกันเสมอ
จัดงบเดิมใหม่โดยไม่เปลี่ยนยอดรวม
| รายการ | Y0 | Y1 | Y2 |
|---|---|---|---|
| เงินสดดำเนินงาน | 2 | 2 | 2 |
| ลูกหนี้การค้า | 12 | 16 | 22 |
| สินค้าคงเหลือ | 8 | 10 | 13 |
| สินทรัพย์ตามสัญญา | 4 | 6 | 9 |
| ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า | 1 | 1 | 1 |
| ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์สุทธิ | 25 | 27 | 30 |
| รวมสินทรัพย์ดำเนินงาน | 52 | 62 | 77 |
| หักเจ้าหนี้ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย และเงินรับล่วงหน้า | 15 | 20 | 25 |
| NOA | 37 | 42 | 52 |
| รายการ | Y0 | Y1 | Y2 |
|---|---|---|---|
| หนี้ที่มีดอกเบี้ย | 15 | 18 | 22 |
| หักเงินสดส่วนที่จัดเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน | 3 | 2 | 4 |
| NFO | 12 | 16 | 18 |
| ส่วนของผู้ถือหุ้น | 25 | 26 | 34 |
| NFO + ส่วนของผู้ถือหุ้น | 37 | 42 | 52 |
ยอด NOA กับ NFO บวกส่วนของผู้ถือหุ้นตรงกันครบทุกวันงบ สิ่งที่เปลี่ยนคือมุมที่ใช้จัดรายการเพื่อวิเคราะห์ ส่วนสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้นรวมของบริษัทคงเดิม
NOA ปลายปีเพิ่มจากสินทรัพย์และภาระดำเนินงานส่วนใด
องค์ประกอบยอด ณ สิ้นปี หน่วยล้านบาท
สเกลแยกกรอบ: −30 ถึง +30 ล้านบาท
สินทรัพย์ดำเนินงานเป็นบวก หนี้สินดำเนินงานที่หักออกแสดงเป็นลบ
เงินสดดำเนินงาน
ลูกหนี้การค้า
สินค้าคงเหลืออุปกรณ์
สินทรัพย์ตามสัญญา
ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า
ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์สุทธิ
หักหนี้สินดำเนินงาน
ผลรวมฐานดำเนินงานสุทธิ ณ สิ้นปี
สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 60 ล้านบาท
NOA ปลายปี
เลือกกำไรที่เข้ากับฐานดำเนินงาน
หากฐานที่ใช้หารเป็น NOA กำไรที่นำมาเทียบก็ควรแยกผลของการจัดหาเงินออก NOPAT คือ net operating profit after tax หรือกำไรจากการดำเนินงานหลังภาษี ในแบบจำลองเรียบง่ายนี้คำนวณด้วย EBIT คูณหนึ่งลบอัตราภาษีสมมติ
Y1 จึงได้ 15 × (1 − 20%) = 12 ล้านบาท และ Y2 ได้ 18 × (1 − 20%) = 14.4 ล้านบาท อัตรา 20% เป็นเพียงข้อสมมติของกรณี และสมมติว่าดอกเบี้ยหักภาษีได้เต็มจำนวน ไม่มีรายได้ทางการเงินหรือรายการภาษีอื่น
NOPAT ไม่ใช่กำไรสุทธิ และไม่ใช่เงินสดรับจากงาน ใน Y2 กำไรสุทธิ 12.4 ล้านบาทเท่ากับ NOPAT 14.4 ล้านบาท หักดอกเบี้ยหลังภาษี 2 ล้านบาท ส่วน CFO 11.4 ล้านบาทยังได้รับผลจากลูกหนี้ สต็อก และยอดดำเนินงานอื่นที่เปลี่ยนไป
งบจริงต้องกระทบยอดภาษีที่เกี่ยวกับการดำเนินงานและการจัดหาเงิน ไม่ควรนำ EBIT คูณอัตราภาษีที่พบในข่าวหรือใช้กับกิจการอื่นโดยไม่ตรวจเงื่อนไข
คำนวณ RNOA แล้วแยกออกเป็นกำไรกับการหมุนเวียน
RNOA ใช้ NOPAT ของงวดหาร NOA เฉลี่ย โดย Y1 มี NOA เฉลี่ย (37 + 42) ÷ 2 = 39.5 ล้านบาท และ Y2 มีค่าเฉลี่ย (42 + 52) ÷ 2 = 47 ล้านบาท
| รายการ | Y1 | Y2 |
|---|---|---|
| รายได้ | 100.00 | 125.00 |
| NOPAT | 12.00 | 14.40 |
| NOA เฉลี่ย | 39.50 | 47.00 |
| NOPAT ÷ รายได้ | 12.00% | 11.52% |
| รายได้ ÷ NOA เฉลี่ย | 2.5316 เท่า | 2.6596 เท่า |
| RNOA | 30.38% | 30.64% |
อัตรากำไร NOPAT ลดลง แต่การหมุนเวียน NOA เพิ่มมากพอให้ RNOA สูงขึ้นเล็กน้อย ยังต้องตรวจว่ารายได้โตจากงานแบบใดและฐาน NOA เปลี่ยนจากอะไร เพราะผลคูณอธิบายความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ ไม่ได้พิสูจน์เหตุของการเปลี่ยนแปลง
หาก NOA เฉลี่ยเป็นศูนย์ อัตราผลตอบแทนนี้ไม่มีนิยาม ถ้าติดลบ ควรเปิดโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงานแทนการจัดอันดับจากเปอร์เซ็นต์ เช่น ธุรกิจที่รับเงินล่วงหน้ามากอาจมีฐานสุทธิต่างจากบริษัทที่ให้เครดิตลูกค้ายาว
การหมุนเวียน NOA บอกว่าฐานสุทธิหนึ่งบาทสร้างรายได้เท่าไร ไม่ใช่อัตราใช้เครื่องจักรหรือชั่วโมงทำงานของคนโดยตรง และ RNOA สูงยังไม่ยืนยันการสร้างมูลค่าจนกว่าจะเทียบกับผลตอบแทนที่ต้องการบนฐานที่เข้ากัน
ทำไมเปลี่ยนการจัดเงินสดแล้ว RNOA เปลี่ยน
ถ้าทดลองจัดเงินสดทั้งหมดเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน NOA จะลดเหลือ 35, 40 และ 50 ล้านบาท ค่าเฉลี่ย Y1 กับ Y2 จึงเป็น 37.5 และ 45 ล้านบาท เมื่อนำ NOPAT เดิม 12 กับ 14.4 ล้านบาทมาหาร จะได้ RNOA 32% ทั้งสองปี
นี่เป็นการทดสอบความไวต่อนโยบายจัดประเภท ไม่ได้เกิดจากบริษัททำงานได้ดีขึ้นในพริบตา ฐานที่หารเล็กลงจึงทำให้ค่าเปลี่ยน เวลาเปรียบเทียบ RNOA ต้องใช้หลักจัดประเภทเดียวกัน และเปิดเผยรายการที่มีผลมาก
ในบทความชุดนี้ใช้เงินสดดำเนินงาน 2 ล้านบาทเป็นฐานหลักเสมอ ตัวเลข 32% จึงเป็นกรณีทดสอบแยกต่างหาก ส่วนจำนวนเงินสดที่เหมาะสมของกิจการจริงต้องอิงรอบรับจ่ายและความเสี่ยงของงาน

เชื่อมกลับไป ROE โดยไม่เอา D/E มาแทน FLEV
สูตรของ Nissim และ Penman เชื่อมผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสามัญกับส่วนดำเนินงานและจัดหาเงิน ในกรณีนี้ไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ ส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม หรือรายการกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น
ROE = RNOA + FLEV × (RNOA − NBC)
FLEV คือ NFO เฉลี่ยหารส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญเฉลี่ย ส่วน NBC คือค่าใช้จ่ายทางการเงินสุทธิหลังภาษีหาร NFO เฉลี่ย NBC จึงไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ ใน Y2 ได้ FLEV = 17 ÷ 30 = 0.5667 เท่า และ NBC = 2 ÷ 17 = 11.7647%
เมื่อนำค่าก่อนปัดเศษมาแทน จะได้ ROE ประมาณ 30.6383% + 0.5667 × (30.6383% − 11.7647%) = 41.3333% ซึ่งตรงกับกำไรสุทธิ 12.4 หารส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย 30 ล้านบาท ส่วนเพิ่มจากการจัดหาเงินอยู่ที่ประมาณ 10.70 จุดเปอร์เซ็นต์
สูตรนี้ต้องจับกำไรหลังภาษีและฐานเฉลี่ยให้ตรงกัน หาก NFO เฉลี่ยเป็นศูนย์ NBC จะไม่มีนิยาม ส่วนกิจการที่มีสินทรัพย์ทางการเงินสุทธิควรอธิบายผลตอบแทนของสินทรัพย์เหล่านั้นแยกให้เหมาะสม ผลต่างที่เป็นบวกในอดีตไม่ได้รับรองว่ากู้เพิ่มแล้วจะได้ผลดีในอนาคต อ่านกรอบต้นทางได้จาก Ratio Analysis and Equity Valuation: From Research to Practice.
นำฐาน NOA กลับไปหางานที่ต้องแก้
สำหรับบริษัทสมมตินี้ NOA เพิ่มจาก 42 เป็น 52 ล้านบาท ส่วนหนึ่งอยู่ในลูกหนี้ สินทรัพย์ตามสัญญา และสต็อก อีกส่วนอยู่ในสินทรัพย์ถาวรสุทธิ ทีมจึงควรแยกเงินที่ใช้รองรับการเติบโตออกจากยอดที่ค้างเพราะปัญหา โดยเปิดอายุรายการและเอกสารงานแทนการดูยอดรวมเพียงอย่างเดียว
งานซอฟต์แวร์และ SI ต้องแยกงานที่รับรู้รายได้แล้วแต่รอเงื่อนไขเรียกเก็บ ออกจากลูกหนี้ที่มีสิทธิรับเงินโดยไม่มีเงื่อนไขอื่นนอกจากเวลาผ่านไป และแยกจากต้นทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ต้องพิจารณาการรับรู้สินทรัพย์ตามนโยบายบัญชีที่ใช้กับรายการนั้น การเรียกรวมทุกอย่างว่า IP หรือ WIP ไม่ช่วยให้รู้ว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดเมื่อไร
โรงงานสมมติอาจแยกสต็อกตามอายุ งานระหว่างผลิต และเครื่องจักรใหม่ที่ยังเพิ่มกำลังผลิตไม่เต็ม การเร่งให้ NOA ต่ำลงโดยไม่ตรวจผลต่อกำลังส่งมอบอาจทำให้งานสะดุด สิ่งที่ต้องการคือฐานลงทุนที่อธิบายได้และให้ผลตอบแทนเหมาะกับความเสี่ยง
ก่อนใช้ RNOA ในรายงานบริหาร ให้ทีมบัญชียืนยันตารางจัดประเภทหนึ่งชุด แล้วให้ผู้รับผิดชอบงานอธิบายรายการ NOA ที่เพิ่มมากที่สุด พร้อมบอกเงื่อนไขที่จะทำให้ยอดนั้นเปลี่ยนเป็นรายได้หรือเงินสดได้
ที่มาของแนวคิดและขอบเขตตัวอย่าง
แนวคิดแยกฐานดำเนินงาน กำไร NOPAT และการหมุนเวียนใช้ประกอบการอ่านงบสมมติ ส่วนสูตรเชื่อมผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสามัญอ้างอิงงาน Nissim และ Penman ที่ลิงก์ไว้ ตัวอย่างจำนวนเงิน นโยบายเงินสดดำเนินงาน 2 ล้านบาท และการประยุกต์กับทีมงานเป็นการสร้างเพื่ออธิบายในซีรีส์นี้ ไม่ใช่ข้อมูลบริษัทหรือค่ามาตรฐานอุตสาหกรรมจากงานวิจัยนั้น