ข้ามไปยังเนื้อหา
ภาพปกตอนที่ 4 อ่านสภาพคล่องควบคู่กับกระแสเงินสด

ตอนที่ 4 Current Ratio สูงแล้วเงินพอใช้ไหม อ่านสภาพคล่องคู่กระแสเงินสด

อ่านยอดคงเหลือ วันรับจ่าย และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานประกอบกัน
25 ตุลาคม ค.ศ. 2026 โดย

ในงบสิ้นปีมีสินทรัพย์หมุนเวียน 51 ล้านบาทและหนี้สินหมุนเวียน 33 ล้านบาท คิดเป็น Current Ratio ประมาณ 1.55 เท่า ถ้าเจ้าหนี้โทรมาถามวันจ่ายวันนี้ ตัวเลขนี้ยังตอบแทนวันที่เงินจะเข้าบัญชีไม่ได้

สินทรัพย์หมุนเวียนรวมเงินสด ลูกหนี้ สต็อก และรายการที่ต้องใช้เวลาหรือผ่านเงื่อนไขก่อนเปลี่ยนเป็นเงิน หนี้สินหมุนเวียนก็มีวันครบกำหนดและวิธีชำระต่างกัน บริษัทอาจมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้ในงบ แต่เงินจากลูกค้าเข้าหลังวันที่ต้องจ่ายเงินเดือน

การอ่านสภาพคล่องจึงต้องดูยอดคงเหลือคู่กับวันรับจ่ายและเงินสดจากการดำเนินงาน ตอนนี้จะใช้บริษัทสมมติผู้ขายอุปกรณ์และรับวางระบบชุดเดิม หน่วยล้านบาท เปรียบเทียบปีที่ 1 (Y1) กับปีที่ 2 (Y2) ครอบคลุมปีละ 12 เดือน เพื่อเห็นว่าตัวชี้วัดหลายตัวให้ข้อมูลต่างกันอย่างไร ตัวเลขไม่ใช่เกณฑ์อนุมัติเครดิตหรือผลประกอบการของบริษัทจริง

Current Ratio เป็นภาพ ณ วันหนึ่ง

Current Ratio คำนวณจากสินทรัพย์หมุนเวียนหารหนี้สินหมุนเวียน ปีที่ 1 บริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียน 37 ล้านบาทและหนี้สินหมุนเวียน 27 ล้านบาท จึงได้ 1.37 เท่า ปีที่ 2 เพิ่มเป็น 51 ÷ 33 = 1.55 เท่าโดยประมาณ

สินทรัพย์หมุนเวียนปีที่ 2 ประกอบด้วยเงินสด 6 ล้านบาท ลูกหนี้ 22 ล้านบาท สต็อกอุปกรณ์ 13 ล้านบาท สินทรัพย์ตามสัญญา 9 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า 1 ล้านบาท การรวมเป็นยอดเดียวช่วยให้เห็นขนาด แต่ซ่อนว่ารายการใดใช้จ่ายได้ทันทีและรายการใดต้องทำงานต่อ

องค์ประกอบสภาพคล่อง ณ วันสิ้นปีของบริษัทสมมติ หน่วยล้านบาท
รายการปีที่ 1ปีที่ 2
เงินสด4.006.00
ลูกหนี้การค้า16.0022.00
สต็อกอุปกรณ์10.0013.00
สินทรัพย์ตามสัญญา6.009.00
ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า1.001.00
สินทรัพย์หมุนเวียนรวม37.0051.00
หนี้สินหมุนเวียนรวม27.0033.00
Current Ratio1.37 เท่า1.55 เท่า

หนี้สินหมุนเวียนปีที่ 2 รวมเจ้าหนี้อุปกรณ์ 11 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายดำเนินงานค้างจ่าย 5 ล้านบาท เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 9 ล้านบาท และหนี้ที่มีดอกเบี้ยส่วนที่ถึงกำหนดในระยะสั้น 8 ล้านบาท เงินรับล่วงหน้าบางส่วนเป็นภาระส่งมอบสินค้าและบริการ จึงไม่ได้หมายถึงต้องคืนเงินสดทั้ง 9 ล้านบาทในวันเดียว แต่ยังมีต้นทุนและภาระตามสัญญาที่ต้องรองรับ

ตัวเลขเกิน 1 เท่าไม่ได้รับรองว่าจ่ายทันทุกวัน ต้องดูคุณภาพสินทรัพย์ วันเปลี่ยนเป็นเงิน และวันครบกำหนดของภาระจริง หากยอดปลายปีต่างจากช่วงอื่นมาก ควรดูแนวโน้มระหว่างปีด้วย ไม่ใช่ใช้วันปิดงบแทนทั้งปี

Quick Ratio ลดรายการที่ต้องรอออกบางส่วน

ในบทความนี้กำหนด Quick Ratio เป็นเงินสดบวกลูกหนี้การค้าที่เป็นสิทธิรับเงินโดยไม่มีเงื่อนไขอื่นนอกจากเวลาผ่านไป แล้วหารหนี้สินหมุนเวียน จึงไม่รวมสต็อก ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า และสินทรัพย์ตามสัญญา คำนิยามในแหล่งอื่นอาจมีรายการต่างกัน ควรเขียนองค์ประกอบไว้ในรายงานทุกครั้ง

ปีที่ 1 ได้ (4 + 16) ÷ 27 = 0.74 เท่า ปีที่ 2 ได้ (6 + 22) ÷ 33 = 0.85 เท่าโดยประมาณ อัตรานี้สูงขึ้นพร้อม Current Ratio แต่ยังมีลูกหนี้ที่ต้องรอรับเงินอยู่ จึงไม่เท่ากับเงินสดที่ใช้ได้ทันที

Quick Ratio ปีที่ 2 ตามนิยามบทความนี้

(เงินสด 6 + ลูกหนี้ 22) ÷ 33

0.85 เท่า

ทุกจำนวนเป็นล้านบาท ลูกหนี้ยังต้องตรวจอายุหนี้และโอกาสเก็บเงิน ค่า 0.85 เท่าไม่ใช่ข้อสรุปว่าเงินขาดทันที เพราะยังไม่ได้นำวันรับกับวันจ่ายมาเทียบกัน

ไม่ควรรีบสรุปจาก Quick Ratio ต่ำกว่า 1 ว่าบริษัทมีปัญหาแน่นอน ธุรกิจที่รับเงินก่อนจ่ายสินค้ากับธุรกิจที่ส่งมอบแล้วรอเก็บเงินมีจังหวะต่างกัน ในอีกด้าน ลูกหนี้ที่ดูเหมือนสภาพคล่องดีอาจมีข้อโต้แย้งจนยังรับเงินไม่ได้ ต้องอ่านเงื่อนไขและรายงานอายุหนี้ ไม่ใช่เปลี่ยนสูตรแล้วถือว่ารู้คำตอบครบ

หากต้องการดูเฉพาะเงินสด ใช้ Cash Ratio เท่ากับเงินสดหารหนี้สินหมุนเวียน ปีที่ 1 ได้ 4 ÷ 27 หรือประมาณ 0.15 เท่า ปีที่ 2 ได้ 6 ÷ 33 หรือประมาณ 0.18 เท่า เป็นมุมที่แคบกว่า Quick Ratio เพราะยังไม่รวมเงินที่รอจากลูกหนี้ แต่ก็ไม่รับรองว่าเงินสดทั้งหมดพร้อมนำไปจ่ายหนี้ได้ทันที ในแบบจำลองนี้สมมติให้กันเงินสดเพื่อดำเนินงาน 2 ล้านบาทไว้สำหรับการวิเคราะห์ เงินส่วนนี้ไม่ได้มีข้อจำกัดทางกฎหมายและไม่ใช่เงินสำรองขั้นต่ำที่ทุกบริษัทต้องมี กิจการจริงต้องตรวจภาระจ่ายและเงื่อนไขใช้เงินของตนเอง

เงินสดจากการดำเนินงานเล่าคนละเรื่องกับกำไร

เงินสดจากการดำเนินงานหรือ CFO แสดงกระแสเงินสดที่จัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานในงวดนั้น กำไรสุทธิของบริษัทตัวอย่างเพิ่มจาก 10.4 เป็น 12.4 ล้านบาท แต่ CFO ลดจาก 12.4 เหลือ 11.4 ล้านบาท การไล่จากกำไรไปหาเงินสดจะทำให้เห็นว่าผลต่างอยู่ตรงไหน

ค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จ่ายเงินในงวดที่รับรู้ จึงบวกกลับในวิธีทางอ้อม ส่วนลูกหนี้ สต็อก และสินทรัพย์ตามสัญญาที่เพิ่มขึ้นเป็นรายการที่ใช้เงินหรือยังไม่เปลี่ยนเป็นเงินสด ในทางกลับกัน เจ้าหนี้ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย และเงินรับล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้นช่วยรองรับเงินสดบางส่วน

สะพานจากกำไรสุทธิไป CFO วิธีทางอ้อมของกรณีสมมติ หน่วยล้านบาท
รายการปรับกระแสเงินสดปีที่ 1ปีที่ 2
กำไรสุทธิ10.4012.40
บวกค่าเสื่อมราคา5.006.00
ลูกหนี้เพิ่ม−4.00−6.00
สต็อกเพิ่ม−2.00−3.00
สินทรัพย์ตามสัญญาเพิ่ม−2.00−3.00
เจ้าหนี้อุปกรณ์เพิ่ม2.002.00
ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายเพิ่ม1.001.00
เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าเพิ่ม2.002.00
CFO12.4011.40

ปีที่ 2 กำไรสุทธิ 12.4 ล้านบาทบวกค่าเสื่อมราคา 6 ล้านบาท รวมเป็น 18.4 ล้านบาท จากนั้นผลสุทธิของยอดดำเนินงานที่เปลี่ยนไปดึงเงิน 7 ล้านบาทออกจากยอดนี้ จึงเหลือ CFO 11.4 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าไม่เปลี่ยนจึงไม่มีผลปรับในตาราง

จากกำไรไปหาเงินสด ปีที่ 2

12.40 + 6.00 − 7.00

CFO 11.40 ล้านบาท

7 ล้านบาทคือผลสุทธิของลูกหนี้ สต็อก สินทรัพย์ตามสัญญา เจ้าหนี้ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย และเงินรับล่วงหน้าที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่บันทึกซ้ำในกำไรขาดทุน

กรณีนี้สมมติให้เงินสดจ่ายดอกเบี้ยและภาษีอยู่ใน CFO ไม่มีผลต่างเวลาชำระค้างอยู่ การอ่านงบจริงต้องดูนโยบายจัดประเภทและรายการที่กิจการมี ไม่ควรคัดลอกตารางย่อนี้ไปแทนงบกระแสเงินสดของทุกกิจการ

ภาพประกอบช่วงที่เงินสดรออยู่ในสินค้า งานส่งมอบ และลูกหนี้ก่อนรับเงินกลับ
รายการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นอาจต้องใช้เงินก่อนรับกลับ แผนรับจ่ายจึงต้องดูทั้งงานที่ค้างและวันที่คาดว่าจะได้เงิน ภาพประกอบแนวคิดของวงจรเงินสด

CFO เป็นบวกก็ยังต้องดูเงินลงทุนและการจัดหาเงิน

CFO ปีที่ 2 เป็นบวก 11.4 ล้านบาท แต่บริษัทใช้เงินลงทุนซื้อสินทรัพย์ 9 ล้านบาท กู้สุทธิเพิ่ม 4 ล้านบาท และจ่ายเงินปันผล 4.4 ล้านบาท เงินสดจึงเพิ่มสุทธิ 2 ล้านบาท จาก 4 เป็น 6 ล้านบาท การเห็นเงินสดปลายปีเพิ่มจึงต้องอ่านรายการทั้งหมดที่ทำให้เพิ่ม

เชื่อมเงินสดต้นปีกับปลายปีของบริษัทสมมติ หน่วยล้านบาท
รายการปีที่ 1ปีที่ 2
เงินสดต้นปี5.004.00
เงินสดจากการดำเนินงาน12.4011.40
ลงทุนซื้อสินทรัพย์−7.00−9.00
เงินกู้เพิ่มสุทธิ3.004.00
เงินปันผล−9.40−4.40
เงินสดปลายปี4.006.00

เงินกู้เพิ่มสุทธิ 4 ล้านบาทไม่ได้บอกว่าระหว่างปีไม่มีการคืนหนี้ อาจมีทั้งเบิกและชำระ แต่แบบจำลองนี้มีข้อมูลเพียงยอดสุทธิ จึงยังใช้ตัดสินภาระชำระหนี้รายงวดไม่ได้ ต้องมีตารางต้นเงินและดอกเบี้ยจริงก่อน

เงินลงทุนก็ต้องแยกว่าใช้รักษากำลังเดิมหรือสร้างรายได้ในอนาคต ส่วนเงินปันผลเป็นการตัดสินใจใช้เงินอีกด้านหนึ่ง CFO ที่ชะลอไม่ได้แปลว่าห้ามลงทุน แต่ทำให้ต้องมองแหล่งเงินและช่วงเวลาของภาระให้รอบคอบขึ้น

ใช้อัตรากระแสเงินสดเป็นสัญญาณให้เปิดรายละเอียด

CFO หารกำไรสุทธิของบริษัทเท่ากับ 1.19 เท่าในปีที่ 1 และ 0.92 เท่าในปีที่ 2 แสดงว่าเงินสดจากการดำเนินงานเทียบกับกำไรลดลงในช่วงนี้ แต่ค่าไม่ถึง 1 ปีเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่ากำไรไม่น่าเชื่อถือ อาจมาจากการเติบโตที่ต้องให้เครดิต การเตรียมสต็อก หรือจังหวะเรียกเก็บ ต้องตรวจหลายงวดและเหตุของยอดที่เปลี่ยน

อีกมุมหนึ่งคือ CFO ทั้งปีหารหนี้สินหมุนเวียนเฉลี่ย ปีที่ 1 หนี้สินหมุนเวียนเฉลี่ยเท่ากับ (21 + 27) ÷ 2 = 24 ล้านบาท จึงได้ประมาณ 0.52 เท่า ปีที่ 2 ใช้ค่าเฉลี่ย (27 + 33) ÷ 2 = 30 ล้านบาท ได้ 11.4 ÷ 30 = 0.38 เท่า ตัวชี้วัดนี้ลดลงทั้งที่ Current Ratio เพิ่มขึ้น เพราะกำลังดูคนละความสัมพันธ์

อัตราส่วนที่ดีขึ้นบางตัวอยู่ร่วมกับแรงกดดันเงินสดที่เพิ่มขึ้นได้ ในกรณีนี้ควรตามลูกหนี้และงานที่ยังมีเงื่อนไขรับเงิน พร้อมตรวจภาระจ่ายที่โตขึ้น ไม่ควรใช้ Current Ratio 1.55 เท่าเพียงค่าเดียวรับรองสภาพคล่องทั้งปี

สัดส่วนสินทรัพย์ดีขึ้น แต่เงินจากงานต่อภาระเฉลี่ยลดลง

ภาพ ณ วันสิ้นปี หน่วยเท่า

สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 2 เท่า

ใช้สินทรัพย์ตามนิยามหารหนี้สินหมุนเวียน ณ วันสิ้นปีเดียวกัน

Current Ratio

ปีที่ 11.37 เท่า
ปีที่ 21.55 เท่า

Quick Ratio ตามนิยามบทความ

ปีที่ 10.74 เท่า
ปีที่ 20.85 เท่า

Cash Ratio

ปีที่ 10.15 เท่า
ปีที่ 20.18 เท่า

เงินสดตลอดปีเทียบยอดหนี้เฉลี่ย หน่วยเท่า

สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 1 เท่า

เป็นกระแสเงินสดทั้งปีหารหนี้สินหมุนเวียนเฉลี่ย คนละฐานกับกรอบบน และใช้สเกลแยกกัน

CFO ÷ หนี้สินหมุนเวียนเฉลี่ย

ปีที่ 10.52 เท่า
ปีที่ 20.38 เท่า
บริษัทสมมติ งวดละ 12 เดือน อัตราส่วนยอดสิ้นปีและอัตรากระแสเงินสดให้ข้อมูลคนละด้าน เปรียบเทียบความยาวแท่งเฉพาะภายในกรอบสเกลเดียวกัน ไม่ใช้แทนวันรับจ่ายจริง

แผนรับจ่ายต้องแยกสิ่งที่แน่นอนกับสิ่งที่ยังรอ

ก่อนอนุมัติจ่ายก้อนใหญ่ ให้จัดวันรับเงินจากลูกค้าตามหลักฐานที่มี เช่น วันครบกำหนด รายการที่ลูกค้ายืนยันจ่าย และเงื่อนไขที่ยังไม่ผ่าน จากนั้นวางวันจ่ายเงินเดือน คู่ค้า ภาษี เงินกู้ และเงินลงทุนไว้ในช่วงเดียวกัน ควรแยกเงินรับที่ยืนยันแล้วกับเงินรับที่ยังเป็นความคาดหวัง

สำหรับงาน SI รายการรอตรวจรับอาจต้องให้ผู้จัดการโครงการแก้ ไม่ใช่ให้ฝ่ายบัญชีตามหนี้อย่างเดียว สำหรับโรงงาน สต็อกบางส่วนอาจขายได้ช้าแต่จำเป็นต่อการผลิต จึงต้องคุยกับทีมผลิตและจัดซื้อก่อนลดของ หากลูกหนี้ใหญ่เลื่อนจ่าย ควรเห็นว่าช่วงใดจะได้รับผลและมีทางเลือกใดตามสัญญาที่ทำไว้

เมื่อใช้ Odoo หรือระบบ ERP ควรเชื่อมรายงานอายุหนี้ วันครบกำหนด ใบสั่งซื้อ และแผนโครงการให้ผู้รับผิดชอบตรวจความเปลี่ยนแปลงได้ การทำประมาณการรับจ่ายเป็นอีกงานหนึ่งที่ต้องกำหนดสมมติฐานและทบทวน ไม่ควรนำรายงานบัญชีที่บันทึกแล้วไปเรียกว่าแผนเงินสดในอนาคตโดยไม่ปรับ

ก่อนรับรองว่าเงินพอ ให้ระบุวันและเงื่อนไข

ประโยคว่า “สภาพคล่องดี” ควรตามด้วยช่วงเวลาที่ประเมิน รายการรับที่เชื่อถือได้ และภาระที่รวมอยู่ หากยังรอลูกค้ายืนยันจ่ายหรือยังไม่มีตารางคืนหนี้ ให้เขียนเงื่อนไขนั้นไว้ แทนการเติมความแน่นอนจากอัตราส่วน

ลองเลือกภาระจ่ายก้อนถัดไปของกิจการ แล้วระบุว่าเงินส่วนใดจะมารองรับในวันไหน ใครยืนยันข้อมูลนั้น และถ้าเลื่อนรับจะต้องตัดสินใจเรื่องใด การตอบให้ถึงวันจริงมีประโยชน์กว่าการเถียงว่า Current Ratio ควรเป็น 1.5 หรือ 2 เท่าโดยไม่รู้จังหวะธุรกิจ ตอนต่อไปจะพิจารณาหนี้ที่มีดอกเบี้ยและความสามารถรองรับดอกเบี้ยโดยแยกจากหนี้ดำเนินงานให้ชัด

แนวคิดอัตราส่วนสภาพคล่องอ่านเพิ่มเติมได้จาก CFA Institute, Financial Analysis Techniques ส่วนความต่างระหว่างกำไรกับกระแสเงินสดและกิจกรรมแต่ละประเภทดูได้จาก IFRS Foundation, IAS 7 การคำนวณและแผนติดตามในบทความเป็นกรณีสมมติ ไม่ใช่ข้อสรุปเกี่ยวกับสภาพคล่องของกิจการใด

แชร์บทความ

FacebookX
# MBA
ภาพปกตอนที่ 3 ลูกหนี้ สต็อก เจ้าหนี้ และวงจรเงินสด
ตอนที่ 3 ลูกหนี้ สต็อก และเจ้าหนี้ เงินหมุนกลับมาช้าแค่ไหน
จับคู่ตัวตั้งกับตัวหารก่อนอ่าน Turnover และ Cash Conversion Cycle