ยอดขายเพิ่มจาก 100 เป็น 125 ล้านบาท กำไรสุทธิเพิ่มจาก 10.4 เป็น 12.4 ล้านบาท แต่เงินสดจากการดำเนินงานกลับลดจาก 12.4 เหลือ 11.4 ล้านบาท ถ้าต้องเลือกตัวเลขหนึ่งไปบอกว่าธุรกิจดีขึ้น ควรเลือกตัวไหน
คำถามนี้ไม่มีคำตอบจากอัตราส่วนตัวเดียว คนดูแลยอดขายอาจสนใจว่ารับงานเพิ่มได้เท่าไร คนคุมโครงการอยากรู้ว่างานเหลือกำไรหรือไม่ ส่วนคนจ่ายเงินเดือนต้องรู้ว่าเงินเข้าบัญชีทันวันจ่ายไหม ทั้งหมดกำลังมองธุรกิจเดียวกันจากคนละหน้าที่
ซีรีส์ อ่านอัตราส่วนการเงินให้เข้าใจธุรกิจ จะใช้บริษัทสมมติที่ขายอุปกรณ์ วางระบบซอฟต์แวร์และดูแลงานหลังส่งมอบเป็นตัวอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขทุกชุดแต่งขึ้นเพื่ออธิบายวิธีอ่านงบ ไม่ใช่ผลประกอบการของลูกค้าหรือเกณฑ์มาตรฐานของอุตสาหกรรม จุดหมายคืออ่านแล้วกลับไปตั้งคำถามกับงานจริงได้ ก่อนนำสูตรไปใส่รายงาน
เริ่มจากเรื่องที่ต้องตัดสินใจ
ถ้าคำถามคือ “รับโครงการเพิ่มแล้วคุ้มไหม” การเห็นยอดขายโตอย่างเดียวอาจยังไม่พอ ต้องรู้ต้นทุนที่ตามมา ชั่วโมงทำงานที่ใช้เกินแผน และเงินที่ต้องออกก่อนเก็บจากลูกค้า หากคำถามคือ “เดือนหน้าจ่ายเจ้าหนี้ทันไหม” กำไรทั้งปีก็ไกลจากสิ่งที่ต้องรู้ ต้องเปิดวันครบกำหนดชำระและแผนรับเงินด้วย
อัตราส่วนการเงินช่วยย่อข้อมูลให้มองเห็นความสัมพันธ์ เช่น กำไรเทียบกับยอดขาย หนี้เทียบกับทุน หรือยอดลูกหนี้เทียบกับยอดขายเชื่อ สูตรที่มีประโยชน์ต้องผูกกับคำถามที่ชัด มิฉะนั้นรายงานอาจมีตัวเลขมากขึ้นแต่ยังบอกไม่ได้ว่าทีมควรตรวจอะไรต่อ
| คำถามที่ต้องตอบ | ความสัมพันธ์ที่ควรดู | ข้อมูลที่ต้องเปิดประกอบ |
|---|---|---|
| ขายเพิ่มแล้วเหลือกำไรไหม | กำไรแต่ละระดับเทียบยอดขาย | ต้นทุนตามงานและส่วนผสมรายได้ |
| เงินติดอยู่ตรงไหน | ลูกหนี้ สต็อก และเจ้าหนี้เทียบกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง | อายุหนี้ อายุสต็อก และเงื่อนไขการค้า |
| รับภาระจ่ายระยะสั้นไหวไหม | สินทรัพย์หมุนเวียน หนี้สินหมุนเวียน และกระแสเงินสด | วันรับเงินและวันครบกำหนดจ่าย |
| เงินที่ลงทุนให้ผลตอบแทนอย่างไร | กำไรเทียบสินทรัพย์ เงินทุนดำเนินงาน หรือส่วนของผู้ถือหุ้น | ฐานเงินทุนเฉลี่ยและแหล่งจัดหาเงิน |
อ่านงบสามชุดให้ต่อกันก่อน
งบกำไรขาดทุนเล่ารายได้และค่าใช้จ่ายในช่วงเวลา เช่น ตลอดปีที่ 2 งบฐานะการเงินแสดงสิ่งที่มีและภาระที่ค้าง ณ วันหนึ่ง เช่น วันสิ้นปีที่ 2 ส่วนงบกระแสเงินสดอธิบายว่าในช่วงนั้นเงินสดเปลี่ยนจากการดำเนินงาน การลงทุน และการจัดหาเงินอย่างไร
รายได้บางส่วนอาจรับรู้แล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ลูกหนี้อาจวางบิลแล้วแต่ยังไม่เก็บเงิน เครื่องจักรที่จ่ายเงินซื้อปีนี้อาจทยอยเป็นค่าเสื่อมราคาอีกหลายปี จึงไม่ควรคาดหวังว่ายอดกำไรจะเท่ากับเงินสดเข้าออกในปีเดียวกัน
รายได้ ค่าใช้จ่าย และเงินรับจ่าย
สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้น
เมื่อเห็นเงินสดปลายปีเพิ่มขึ้นก็ต้องถามต่อว่าเพิ่มจากขายสินค้า เก็บลูกหนี้ กู้เงิน หรือผู้ถือหุ้นเติมทุน เงินสดที่เพิ่มจากกู้ช่วยเรื่องการจ่ายวันนี้ แต่พาภาระคืนเงินในอนาคตมาด้วย การอ่านงบต่อกันช่วยไม่ให้ใช้สาเหตุหนึ่งแทนอีกสาเหตุหนึ่ง
ลองอ่านบริษัทสมมติจากข้อมูลเพียงห้าบรรทัด
บริษัทตัวอย่างมีรายได้จากอุปกรณ์ งานติดตั้งระบบ และบริการดูแล ตัวเลขต่อไปนี้เป็นงบรายปี 12 เดือน หน่วยล้านบาท ปีที่ 1 (Y1) กับปีที่ 2 (Y2) ใช้นโยบายและขอบเขตเดียวกัน
| รายการ | ปีที่ 1 | ปีที่ 2 |
|---|---|---|
| รายได้ | 100.00 | 125.00 |
| กำไรขั้นต้น | 40.00 | 48.00 |
| กำไรสุทธิ | 10.40 | 12.40 |
| เงินสดจากการดำเนินงาน | 12.40 | 11.40 |
| สินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี | 64.00 | 81.00 |
รายได้เพิ่ม 25% แต่กำไรขั้นต้นไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วนเดียวกัน ถ้าปรับให้ยอดขายของแต่ละปีเป็นฐาน 100 บาท บริษัทเคยเหลือกำไรขั้นต้น 40 บาท ปีถัดมาเหลือ 38.40 บาท กำไรสุทธิต่อยอดขายก็ลดจาก 10.40% เป็น 9.92% แม้ยอดกำไรสุทธิเป็นเงินบาทจะเพิ่ม
นี่คือประโยชน์ของการดูงบแบบสัดส่วนหรือ common-size เราไม่ต้องรีบตัดสินว่าดีหรือแย่ แต่เห็นคำถามชัดขึ้นว่า ยอดขายที่เพิ่มมามีต้นทุนและส่วนผสมต่างจากเดิมอย่างไร ส่วนเงินสดจากการดำเนินงานที่ลดลงต้องแยกไปดูยอดลูกหนี้ สต็อก งานที่ยังไม่วางบิล และเจ้าหนี้ ไม่ควรตอบด้วย margin เพียงอย่างเดียว
ปีที่ 1
ปีที่ 2
ยอดขายและกำไรเพิ่ม แต่เงินสดจากงานลดลง
ผลตลอดปี หน่วยล้านบาท
สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 125 ล้านบาท
รายได้
กำไรขั้นต้น
กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT)
กำไรสุทธิ
เงินสดจากการดำเนินงาน (CFO)
ฐานสินทรัพย์ ณ วันสิ้นปี หน่วยล้านบาท
สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 100 ล้านบาท
ยอด ณ วันสิ้นปี แสดงแยกจากรายการที่เกิดตลอดปี
สินทรัพย์รวมปลายปี
ตัวเลขบนสูตรต้องอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน
สมมติจะดูว่าสินทรัพย์ช่วยสร้างยอดขายได้เท่าไร ปีที่ 2 มีรายได้ 125 ล้านบาท สินทรัพย์ต้นปี 64 ล้านบาท และปลายปี 81 ล้านบาท ถ้าใช้ค่าเฉลี่ยสองจุด ฐานสินทรัพย์จะเท่ากับ (64 + 81) ÷ 2 = 72.5 ล้านบาท ยอดขายหารสินทรัพย์เฉลี่ยจึงเท่ากับ 1.72 เท่าโดยประมาณ
ค่า 1.72 เท่าหมายถึงยอดขายในปีนั้นเทียบกับสินทรัพย์ที่ใช้เป็นฐานเฉลี่ย ไม่ได้บอกว่าเครื่องจักรเดินเต็มกำลัง 1.72 รอบ และยังไม่บอกว่าขายแล้วได้กำไรเท่าไร หากบริษัทลงทุนก้อนใหญ่ปลายปีหรือมีฤดูกาลชัด ค่าเฉลี่ยต้นปีกับปลายปีอาจแทนระหว่างปีได้ไม่ดี ต้องพิจารณายอดเฉลี่ยรายเดือนหรือข้อมูลที่ถี่ขึ้น
รายได้ทั้งปีไม่ควรถูกนำไปเทียบกับฐานคนละงวดโดยไม่บอกวิธี เช่น เอายอดขายครึ่งปีหารสินทรัพย์สิ้นปีแล้วนำไปเทียบกับอัตราหมุนเวียนทั้งปีของอีกบริษัท สูตรดูเหมือนกันแต่กำลังวัดคนละช่วงเวลาก่อนคำนวณจึงควรจดกำกับไว้ว่าเป็นงบรวมกับงบรวม หรือเฉพาะกิจการกับเฉพาะกิจการ ใช้หน่วยบาทหรือล้านบาท ครอบคลุมกี่เดือน และตัวหารเป็นยอดปิดงวดหรือยอดเฉลี่ย บันทึกสั้น ๆ นี้ช่วยให้คนอ่านคนถัดไปตรวจความหมายของตัวเลขได้
เปรียบเทียบกับธุรกิจที่ทำงานคล้ายกัน
บริษัทรับวางระบบอาจมีสินทรัพย์ถาวรไม่มาก แต่มีเวลาของพนักงานและงานรอตรวจรับจำนวนมาก โรงงานมีเครื่องจักร วัตถุดิบ งานระหว่างทำ และสินค้าสำเร็จรูป ส่วนผู้ขายอุปกรณ์อาจถือสต็อกเพื่อส่งของได้ทัน ทั้งสามแบบมีเหตุผลในการใช้เงินต่างกัน
แม้ทำธุรกิจเดียวกัน การจัดหมวดต้นทุนก็มีผล บริษัทหนึ่งใส่ค่าแรงทีมส่งมอบในต้นทุนขาย อีกบริษัทบันทึกบางส่วนเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงาน การเทียบกำไรขั้นต้นโดยไม่อ่านนโยบายอาจทำให้เข้าใจผิดว่าทีมหนึ่งทำงานถูกกว่า ทั้งที่เพียงวางต้นทุนไว้คนละบรรทัด
ค่ามัธยฐานของกลุ่มเทียบเคียงหรือแนวโน้มย้อนหลังช่วยตั้งข้อสังเกตได้ แต่ไม่มีเลขเดียวที่ตัดสินทุกบริษัท การมีสต็อกมากขึ้นอาจมาจากของขายไม่ออกหรือการเตรียมวัตถุดิบที่ต้องรอส่งนานก็ได้ ต้องเปิดรายละเอียดให้รู้ว่าเรื่องใดเกิดขึ้น
ตรวจรายการ ผู้รับผิดชอบ และเอกสารที่อยู่เบื้องหลังตัวเลข
สำหรับทีมซอฟต์แวร์หรือ SI รายได้ที่โตแต่กำไรต่อยอดขายลดควรพาไปดูชั่วโมงส่งมอบ ต้นทุนผู้รับเหมาช่วง งานแก้ และการเปลี่ยนขอบเขตโครงการ ส่วนลูกหนี้ที่เพิ่มควรพาไปถึงใบแจ้งหนี้ วันครบกำหนด และรายการที่ลูกค้าโต้แย้ง ไม่ควรจบที่ลูกศรสีแดงบนรายงาน
สำหรับโรงงาน คำถามเรื่องต้นทุนอาจพาไปถึงราคาวัตถุดิบ ผลผลิตที่เสีย และเวลาหยุดเครื่อง ส่วนคำถามเรื่องเงินหมุนอาจพาไปถึงวัตถุดิบที่รอใช้ งานระหว่างทำที่ค้าง และสินค้าที่ผลิตเกินความต้องการ คนรับผิดชอบแต่ละเรื่องใช้เอกสารคนละชุด
ถ้าวางระบบด้วย Odoo ควรออกแบบให้เลขในรายงานย้อนกลับไปถึงบัญชี รายการขาย ซื้อ สต็อก และงานโครงการตามขอบเขตที่กิจการใช้งานจริง การผูกบัญชีต้นทุน รายการวิเคราะห์ และรหัสโครงการต้องตกลงกันก่อน บทความนี้เสนอวิธีคิดในการออกแบบข้อมูล ไม่ได้หมายความว่าติดตั้งโมดูลแล้วจะได้อัตราส่วนที่ตีความถูกต้องทันที
ก่อนเปิดสูตรถัดไป ลองเขียนคำถามหนึ่งประโยค
เลือกประเด็นที่ธุรกิจต้องตัดสินใจในเดือนนี้ เช่น “งานติดตั้งที่รับเพิ่มเหลือกำไรเท่าเดิมไหม” แล้วระบุว่าใครต้องตอบ ต้องใช้ข้อมูลอะไร และคำตอบจะนำไปเปลี่ยนการทำงานเรื่องใด ถ้ายังเขียนไม่ได้ การเพิ่มอัตราส่วนอีกสิบตัวอาจยังไม่ช่วย
ในตอนถัดไปจะเริ่มจากกำไรแต่ละระดับ ไล่จากยอดขายลงมาถึงกำไรสุทธิ และดูว่าทำไมธุรกิจที่ยอดขายโตจึงเหลือกำไรต่อยอดขายน้อยลงได้ โดยใช้บริษัทสมมติชุดเดิม
แนวคิดประกอบการอ่านงบและอัตราส่วนดูเพิ่มเติมได้จาก CFA Institute, Financial Analysis Techniques ตัวอย่างบริษัท ตัวเลข การเชื่อมกับงาน SI และการออกแบบข้อมูลในบทความเป็นกรณีสมมติที่จัดทำขึ้นสำหรับซีรีส์นี้