ข้ามไปยังเนื้อหา
ภาพปกตอนที่ 5 การอ่านยอดหนี้ ดอกเบี้ย และตารางรับจ่ายเงินก่อนตัดสินใจกู้

ตอนที่ 5 หนี้เท่าไรถึงรับไหว แยก D/E ดอกเบี้ย และเงินที่ต้องจ่าย

หนี้ต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงได้แม้ยอดหนี้เพิ่ม ฝึกอ่านกำไร ดอกเบี้ย และวันครบกำหนดจากบริษัทสมมติ
25 ตุลาคม ค.ศ. 2026 โดย

บริษัทมีหนี้เพิ่มจาก 18 เป็น 22 ล้านบาท แต่สัดส่วนหนี้ต่อส่วนของผู้ถือหุ้นกลับลดลง เจ้าของกิจการควรสบายใจขึ้นหรือไม่?

คำตอบยังอยู่ในงบอีกหลายจุด ในบริษัทสมมติของซีรีส์นี้ ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มเร็วกว่าหนี้ จึงทำให้สัดส่วนดูดีขึ้น ขณะเดียวกันกำไรก่อนดอกเบี้ยโตช้ากว่าดอกเบี้ย และเงินสดจากการดำเนินงานลดลง ถ้าอ่านเฉพาะ D/E เราจะเห็นเพียงส่วนหนึ่งของภาระที่ต้องรับ

ตอนนี้ใช้บริษัทสมมติที่ขายอุปกรณ์ รับงานติดตั้งระบบ และให้บริการดูแลต่อเนื่อง หน่วยเป็นล้านบาท ปีที่ 1 (Y1) และปีที่ 2 (Y2) เป็นงวดละ 12 เดือน ตัวเลขใช้เพื่อฝึกอ่านงบ ไม่ใช่เกณฑ์อนุมัติสินเชื่อหรือคำแนะนำให้บริษัทใดกู้เงิน

ก่อนเทียบ D/E ต้องรู้ว่าใครนับหนี้แบบไหน

ส่วนของผู้ถือหุ้นในบทความหมายถึง equity ทั้งจำนวน ไม่ใช่เฉพาะทุนจดทะเบียน D/E ย่อมาจาก debt to equity แต่คำว่า debt บนรายงานคนละฉบับอาจครอบคลุมคนละรายการ บางฉบับใช้หนี้สินทั้งหมด บางฉบับใช้เฉพาะหนี้ที่มีดอกเบี้ย หากไม่ตรวจสูตรก่อน ตัวเลขที่ต่างกันอาจเป็นเพียงความต่างของนิยาม

งบปลาย Y2 ชุดเดียวกัน เมื่อเปลี่ยนนิยามตัวตั้ง อัตราส่วนย่อมเปลี่ยน หน่วยจำนวนเงินเป็นล้านบาท
นิยามที่ใช้การคำนวณผล
หนี้สินทั้งหมดต่อส่วนของผู้ถือหุ้น47 ÷ 341.38 เท่า
หนี้ที่มีดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น22 ÷ 340.65 เท่า
หนี้ที่มีดอกเบี้ยหักเงินสดทั้งหมดต่อส่วนของผู้ถือหุ้น(22 − 6) ÷ 340.47 เท่า
ภาระทางการเงินสุทธิหลังกันเงินสดดำเนินงานต่อส่วนของผู้ถือหุ้น[22 − (6 − 2)] ÷ 340.53 เท่า

เงินสด 2 ล้านบาทในแถวสุดท้ายเป็นจำนวนที่สมมติให้ต้องเก็บไว้ใช้ดำเนินงาน ส่วนเงินสดที่เหลือ 4 ล้านบาทจัดเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน จึงหักจากหนี้ได้ตามกรอบวิเคราะห์นี้ ตอนที่ 7 จะอธิบายการแยกรายการให้ละเอียดขึ้น

ชื่ออัตราส่วนควรบอกทั้งสิ่งที่นับและวันที่ใช้ ตัวเลขทั้งสี่แถวใช้ยอดปลายปี ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย และไม่ควรนำไปแทน FLEV ซึ่งเราจะคำนวณด้วยภาระทางการเงินสุทธิเฉลี่ยในตอนที่ 7

หนี้เพิ่ม แต่สัดส่วนลดได้เมื่อส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มเร็วกว่า

หนี้ที่มีดอกเบี้ยเพิ่ม 22.22% จาก 18 เป็น 22 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่ม 30.77% จาก 26 เป็น 34 ล้านบาท ทำให้หนี้ที่มีดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดจาก 0.69 เป็น 0.65 เท่า

ส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่ม 8 ล้านบาทกระทบยอดได้จากกำไรสุทธิ 12.4 ล้านบาท หักเงินปันผล 4.4 ล้านบาท บริษัทสมมติไม่ได้เพิ่มทุนใหม่ในปีนี้ ข้อเท็จจริงนี้ช่วยให้เราอ่านสาเหตุของสัดส่วนได้ถูกทาง แต่ยังไม่บอกว่ามีเงินพอคืนเจ้าหนี้ทุกวันครบกำหนด

หนี้ที่มีดอกเบี้ย18 เป็น 22 ล้านบาทเพิ่ม 22.22%
ส่วนของผู้ถือหุ้น26 เป็น 34 ล้านบาทเพิ่ม 30.77%
หนี้ที่มีดอกเบี้ย ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้นปลายปี0.69 เป็น 0.65 เท่า
ตัวตั้งเพิ่ม แต่ตัวหารเพิ่มเร็วกว่า อัตราส่วนจึงลดลง ข้อมูลบริษัทสมมติ Y1 เทียบ Y2 ปัดผลแสดงเป็นสองตำแหน่ง

ถ้ากิจการขาดทุนสะสมจนส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำมากหรือเป็นลบ D/E อาจสูงผิดปกติหรืออ่านเป็นสัดส่วนตามปกติไม่ได้ การได้ค่าติดลบไม่ได้แปลว่าภาระหนี้ต่ำ ควรเปิดงบจำนวนเงินจริงและสาเหตุที่ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงก่อน

กำไรที่รองรับดอกเบี้ยโตทันหรือไม่

อัตราความสามารถจ่ายดอกเบี้ยที่ใช้ในตอนนี้คือ EBIT ÷ ดอกเบี้ยจ่าย EBIT คือกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี จึงใช้ดูว่ากำไรตามเกณฑ์คงค้างครอบคลุมดอกเบี้ยกี่เท่า

กำไรและดอกเบี้ยของบริษัทสมมติ งวดละ 12 เดือน หน่วยล้านบาท ยกเว้นอัตราส่วน
รายการY1Y2
EBIT15.018.0
ดอกเบี้ยจ่าย2.02.5
EBIT ÷ ดอกเบี้ย7.50 เท่า7.20 เท่า
เงินสดจากการดำเนินงาน (CFO)12.411.4

EBIT เพิ่ม 20% แต่ดอกเบี้ยเพิ่ม 25% อัตราครอบคลุมจึงลดลง แม้ระดับกำไรจะสูงขึ้น นี่เป็นเหตุให้ต้องอ่านทิศทางควบคู่กับระดับของตัวเลข และยังไม่มีเหตุผลพอจะเรียก 7.20 เท่าว่าปลอดภัยสำหรับทุกธุรกิจ

เมื่อดอกเบี้ยจ่ายเป็นศูนย์ อัตราส่วนนี้ไม่มีนิยาม ควรรายงานตรง ๆ ว่าไม่มีดอกเบี้ยจ่ายในงวด ส่วน EBIT ที่ขาดทุนต้องแสดงการขาดทุนให้ชัด ไม่แปลค่าติดลบเป็นความสามารถรองรับดอกเบี้ย

กำไรที่ใช้หารยังรวมรายได้ที่ไม่ได้รับเป็นเงินสดและค่าใช้จ่ายที่ยังไม่จ่ายครบ ส่วน CFO สะท้อนเงินสดจากงานในงวดตามการจัดประเภทของงบ ในตัวอย่างนี้ดอกเบี้ยและภาษีที่จ่ายอยู่ใน CFO แล้ว จะนำ CFO ไปใช้ในสูตรอื่นต้องตรวจว่ากำลังบวกกลับหรือหักซ้ำหรือไม่

ภาพประกอบการแยกเอกสารกำไร ภาระหนี้ และกระแสเงินสดเพื่ออ่านประกอบกัน
การพิจารณาหนี้ต้องอ่านกำไร ตารางครบกำหนด และเงินสดประกอบกัน ภาพประกอบแนวคิด ตัวเลขอ้างอิงอยู่ในตารางของบทความ

จ่ายดอกเบี้ยไหว ยังเหลือเงินต้นที่ต้องตรวจ

ดอกเบี้ยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเงินที่เจ้าหนี้เรียกเก็บ เงินต้นอาจต้องจ่ายเป็นงวดหรือเป็นก้อนใหญ่ เมื่อถึงวันนั้นบริษัทต้องมีเงินสด มีวงเงินที่ใช้ได้จริง หรือมีข้อตกลงจัดหาเงินใหม่รองรับ

ปลาย Y2 หนี้ที่มีดอกเบี้ย 22 ล้านบาทมีส่วนที่จัดเป็นหนี้หมุนเวียน 8 ล้านบาท จำนวนนี้บอกว่ามีภาระในช่วงสั้นให้ตรวจต่อ ไม่ได้บอกว่าบริษัทชำระเงินต้น 8 ล้านบาทไปแล้วใน Y2 และยังไม่ให้วันจ่ายแต่ละงวด

DSCR หรือ debt service coverage ratio เปรียบเทียบเงินที่นิยามให้ใช้ชำระหนี้กับภาระชำระหนี้ของงวด โดยต้องอ่านสัญญาว่าตัวตั้งนับเงินสดอะไรและตัวหารรวมหนี้อะไร ธนาคารหรือสัญญาต่างกันอาจใช้รายละเอียดต่างกัน

เราไม่คำนวณ DSCR จากข้อมูลชุดนี้ เพราะมีเพียงเงินกู้สุทธิเพิ่ม 4 ล้านบาท ยังไม่รู้ยอดกู้รับและเงินต้นจ่ายแยกกัน การเอา EBIT หารดอกเบี้ยแล้วเรียกว่า DSCR จะตอบผิดคำถาม ส่วนการเดาเงินต้นจากยอดหนี้ปลายปีก็เสี่ยงพอ ๆ กัน

เงินสดปลายปีเพิ่มจากไหน

ปลาย Y2 เงินสดเพิ่มจาก 4 เป็น 6 ล้านบาท ถ้าดูเฉพาะยอดเงินสด บริษัทดูคล่องขึ้น แต่สะพานเงินสดทั้งปีแสดงบทบาทของการกู้และเงินปันผลด้วย

CFO+11.4 ล้านบาท
ลงทุนสินทรัพย์ถาวร−9.0 ล้านบาท
เงินกู้เพิ่มสุทธิ+4.0 ล้านบาท
เงินปันผลจ่าย−4.4 ล้านบาท
เงินสดเพิ่มสุทธิ+2.0 ล้านบาท
สะพานเงินสด Y2 ของบริษัทสมมติ เริ่มด้วยเงินสด 4 ล้านบาท จบที่ 6 ล้านบาท เงินกู้ 4 ล้านบาทเป็นยอดสุทธิ ไม่ใช่ยอดกู้รับทั้งหมด

หลังหักเงินลงทุน 9 ล้านบาท CFO เหลือ 2.4 ล้านบาท ก่อนเงินปันผล 4.4 ล้านบาท จึงยังต้องพิจารณาการจัดหาเงินอยู่ เงินปันผลปีนี้ต่ำกว่า Y1 ซึ่งจ่าย 9.4 ล้านบาทด้วย เงินสดปลายปีที่สูงขึ้นจึงไม่ได้เกิดจากการเก็บเงินจากงานได้ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว

เงินลงทุนอาจรองรับงานในอนาคต ส่วนเงินปันผลเป็นนโยบายผู้ถือหุ้น ตัวเลขนี้ยังไม่ตัดสินว่ารายการใดควรหยุด แต่ช่วยแยกว่าความต้องการเงินมาจากการดำเนินงาน การลงทุน หรือการจ่ายคืนเจ้าของ แล้วค่อยเลือกวิธีจัดหาเงินให้เหมาะกับระยะเวลาที่ต้องใช้

เงินสดเปลี่ยนจากงาน การลงทุน และการจัดหาเงินอย่างไร

องค์ประกอบการเปลี่ยนเงินสด หน่วยล้านบาท

สเกลแยกกรอบ: −15 ถึง +15 ล้านบาท

รับเงินเป็นบวก จ่ายเงินเป็นลบ เงินกู้เป็นยอดเพิ่มสุทธิ ไม่ใช่ยอดกู้รับทั้งหมด

CFO

ปีที่ 1+12.4 ล้านบาท
ปีที่ 2+11.4 ล้านบาท

ซื้อสินทรัพย์ถาวร

ปีที่ 1−7.0 ล้านบาท
ปีที่ 2−9.0 ล้านบาท

เงินกู้เพิ่มสุทธิ

ปีที่ 1+3.0 ล้านบาท
ปีที่ 2+4.0 ล้านบาท

เงินปันผลจ่าย

ปีที่ 1−9.4 ล้านบาท
ปีที่ 2−4.4 ล้านบาท

ผลรวมสุทธิ ไม่ใช่องค์ประกอบเพิ่มอีกแถว

สเกลแยกกรอบ: −3 ถึง +3 ล้านบาท

เงินสดเปลี่ยนสุทธิ

ปีที่ 1−1.0 ล้านบาท
ปีที่ 2+2.0 ล้านบาท
บริษัทสมมติ งวดละ 12 เดือน ผลรวม CFO ลบเงินลงทุน บวกเงินกู้เพิ่มสุทธิ ลบปันผล เท่ากับเงินสดเปลี่ยนสุทธิ แถวผลลัพธ์แยกสเกลและไม่บวกซ้ำ ไม่มีข้อมูลพอคำนวณ DSCR

จับวันรับเงินให้ตรงวันจ่ายก่อนรับภาระเพิ่ม

สำหรับทีมซอฟต์แวร์ งาน SI หรือ Odoo Partner สมมติที่รับงานเป็นงวด สิ่งที่ต้องเปิดคู่กับสัญญากู้คือกำหนดส่งมอบ เกณฑ์ตรวจรับ วันวางบิล และวันรับเงินที่คาดไว้ ถ้าใบแจ้งหนี้ยังออกไม่ได้เพราะรอลงนามตรวจรับ การเพิ่มวงเงินอาจช่วยประคองช่วงรอ แต่ยังต้องมีคนรับผิดชอบแก้จุดติดขัดนั้น

โรงงานสมมติอาจมีเงินจมในวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป ต้องตรวจว่าสินค้าส่วนใดรองรับคำสั่งซื้อจริง ส่วนใดขายช้า และเจ้าหนี้แต่ละรายครบกำหนดเมื่อไร การยืดวันจ่ายโดยไม่ตกลงกับผู้ขายอาจกระทบส่วนลดหรือการส่งของ จึงไม่ควรดู DPO ยาวขึ้นเป็นผลดีโดยอัตโนมัติ

เอกสารที่จะช่วยตัดสินใจเรื่องหนี้ครั้งถัดไป เป็นแนวทางตรวจสำหรับกรณีสมมติ
เรื่องที่ต้องตอบหลักฐานที่ต้องเปิดผู้รับผิดชอบที่ควรคุย
ต้องจ่ายเท่าไรและวันไหนตารางหนี้แยกเงินต้น ดอกเบี้ย วันครบกำหนด และเงื่อนไขสัญญาการเงินและผู้อนุมัติวงเงิน
เงินจะเข้าทันหรือไม่ประมาณการรับจ่ายระยะสั้น พร้อมลูกหนี้รายใบและหลักฐานตรวจรับบัญชี ฝ่ายเก็บเงิน และผู้จัดการโครงการ
วงเงินที่อาศัยอยู่ใช้ได้จริงแค่ไหนวงเงินที่ยังใช้ได้ เงื่อนไขเบิก หลักประกัน และข้อกำหนดทางการเงินการเงินกับผู้ให้กู้
หากรับเงินช้า จะปรับรายการใดก่อนรายการลงทุน เงินปันผล และรายจ่ายที่เลื่อนได้ตามข้อตกลงผู้บริหารกับผู้รับผิดชอบรายจ่ายนั้น

คำตอบเรื่องหนี้ต้องลงท้ายด้วยตารางที่มีวันครบกำหนด

ก่อนลงนามกู้เพิ่ม ผมอยากเห็นตารางหนึ่งชุดที่วางวันรับเงินไว้ข้างวันจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ย พร้อมระบุว่าถ้าเงินเข้าช้าจะใช้ทางเลือกใด ตารางนี้จะทำให้คำว่า "รับไหว" มีเงื่อนไขที่ตรวจสอบได้มากกว่า D/E เพียงตัวเดียว

ลองเลือกหนี้ก้อนที่ครบกำหนดเร็วที่สุด แล้วไล่กลับไปว่ารายรับใดจะนำมาจ่าย รายรับนั้นออกใบแจ้งหนี้แล้วหรือยัง และมีใครยืนยันวันรับเงินได้ นี่เป็นคำถามที่เริ่มทำงานต่อได้ทันที แม้งบรายปีจะยังตอบไม่ได้ทั้งหมด

ที่มาของแนวคิดและขอบเขตตัวอย่าง

บทความนี้ใช้แนวคิดอัตราส่วนความสามารถชำระหนี้ประกอบกับงบสมมติที่สร้างขึ้นสำหรับซีรีส์ จำนวนเงินและการกระทบยอดเป็นตัวอย่างต้นฉบับ ไม่มีเกณฑ์ D/E หรืออัตราครอบคลุมดอกเบี้ยที่กำหนดให้เหมาะกับทุกบริษัท การตีความเงื่อนไขสินเชื่อต้องยึดสัญญาที่ใช้จริง อ่านหัวข้อการวิเคราะห์อัตราส่วนเพิ่มเติมได้จาก CFA Institute: Financial Analysis Techniques

แชร์บทความ

FacebookX
# MBA
ภาพปกตอนที่ 4 อ่านสภาพคล่องควบคู่กับกระแสเงินสด
ตอนที่ 4 Current Ratio สูงแล้วเงินพอใช้ไหม อ่านสภาพคล่องคู่กระแสเงินสด
อ่านยอดคงเหลือ วันรับจ่าย และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานประกอบกัน