บริษัทมีหนี้เพิ่มจาก 18 เป็น 22 ล้านบาท แต่สัดส่วนหนี้ต่อส่วนของผู้ถือหุ้นกลับลดลง เจ้าของกิจการควรสบายใจขึ้นหรือไม่?
คำตอบยังอยู่ในงบอีกหลายจุด ในบริษัทสมมติของซีรีส์นี้ ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มเร็วกว่าหนี้ จึงทำให้สัดส่วนดูดีขึ้น ขณะเดียวกันกำไรก่อนดอกเบี้ยโตช้ากว่าดอกเบี้ย และเงินสดจากการดำเนินงานลดลง ถ้าอ่านเฉพาะ D/E เราจะเห็นเพียงส่วนหนึ่งของภาระที่ต้องรับ
ตอนนี้ใช้บริษัทสมมติที่ขายอุปกรณ์ รับงานติดตั้งระบบ และให้บริการดูแลต่อเนื่อง หน่วยเป็นล้านบาท ปีที่ 1 (Y1) และปีที่ 2 (Y2) เป็นงวดละ 12 เดือน ตัวเลขใช้เพื่อฝึกอ่านงบ ไม่ใช่เกณฑ์อนุมัติสินเชื่อหรือคำแนะนำให้บริษัทใดกู้เงิน
ก่อนเทียบ D/E ต้องรู้ว่าใครนับหนี้แบบไหน
ส่วนของผู้ถือหุ้นในบทความหมายถึง equity ทั้งจำนวน ไม่ใช่เฉพาะทุนจดทะเบียน D/E ย่อมาจาก debt to equity แต่คำว่า debt บนรายงานคนละฉบับอาจครอบคลุมคนละรายการ บางฉบับใช้หนี้สินทั้งหมด บางฉบับใช้เฉพาะหนี้ที่มีดอกเบี้ย หากไม่ตรวจสูตรก่อน ตัวเลขที่ต่างกันอาจเป็นเพียงความต่างของนิยาม
| นิยามที่ใช้ | การคำนวณ | ผล |
|---|---|---|
| หนี้สินทั้งหมดต่อส่วนของผู้ถือหุ้น | 47 ÷ 34 | 1.38 เท่า |
| หนี้ที่มีดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น | 22 ÷ 34 | 0.65 เท่า |
| หนี้ที่มีดอกเบี้ยหักเงินสดทั้งหมดต่อส่วนของผู้ถือหุ้น | (22 − 6) ÷ 34 | 0.47 เท่า |
| ภาระทางการเงินสุทธิหลังกันเงินสดดำเนินงานต่อส่วนของผู้ถือหุ้น | [22 − (6 − 2)] ÷ 34 | 0.53 เท่า |
เงินสด 2 ล้านบาทในแถวสุดท้ายเป็นจำนวนที่สมมติให้ต้องเก็บไว้ใช้ดำเนินงาน ส่วนเงินสดที่เหลือ 4 ล้านบาทจัดเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน จึงหักจากหนี้ได้ตามกรอบวิเคราะห์นี้ ตอนที่ 7 จะอธิบายการแยกรายการให้ละเอียดขึ้น
ชื่ออัตราส่วนควรบอกทั้งสิ่งที่นับและวันที่ใช้ ตัวเลขทั้งสี่แถวใช้ยอดปลายปี ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย และไม่ควรนำไปแทน FLEV ซึ่งเราจะคำนวณด้วยภาระทางการเงินสุทธิเฉลี่ยในตอนที่ 7
หนี้เพิ่ม แต่สัดส่วนลดได้เมื่อส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มเร็วกว่า
หนี้ที่มีดอกเบี้ยเพิ่ม 22.22% จาก 18 เป็น 22 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่ม 30.77% จาก 26 เป็น 34 ล้านบาท ทำให้หนี้ที่มีดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดจาก 0.69 เป็น 0.65 เท่า
ส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่ม 8 ล้านบาทกระทบยอดได้จากกำไรสุทธิ 12.4 ล้านบาท หักเงินปันผล 4.4 ล้านบาท บริษัทสมมติไม่ได้เพิ่มทุนใหม่ในปีนี้ ข้อเท็จจริงนี้ช่วยให้เราอ่านสาเหตุของสัดส่วนได้ถูกทาง แต่ยังไม่บอกว่ามีเงินพอคืนเจ้าหนี้ทุกวันครบกำหนด
ถ้ากิจการขาดทุนสะสมจนส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำมากหรือเป็นลบ D/E อาจสูงผิดปกติหรืออ่านเป็นสัดส่วนตามปกติไม่ได้ การได้ค่าติดลบไม่ได้แปลว่าภาระหนี้ต่ำ ควรเปิดงบจำนวนเงินจริงและสาเหตุที่ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงก่อน
กำไรที่รองรับดอกเบี้ยโตทันหรือไม่
อัตราความสามารถจ่ายดอกเบี้ยที่ใช้ในตอนนี้คือ EBIT ÷ ดอกเบี้ยจ่าย EBIT คือกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี จึงใช้ดูว่ากำไรตามเกณฑ์คงค้างครอบคลุมดอกเบี้ยกี่เท่า
| รายการ | Y1 | Y2 |
|---|---|---|
| EBIT | 15.0 | 18.0 |
| ดอกเบี้ยจ่าย | 2.0 | 2.5 |
| EBIT ÷ ดอกเบี้ย | 7.50 เท่า | 7.20 เท่า |
| เงินสดจากการดำเนินงาน (CFO) | 12.4 | 11.4 |
EBIT เพิ่ม 20% แต่ดอกเบี้ยเพิ่ม 25% อัตราครอบคลุมจึงลดลง แม้ระดับกำไรจะสูงขึ้น นี่เป็นเหตุให้ต้องอ่านทิศทางควบคู่กับระดับของตัวเลข และยังไม่มีเหตุผลพอจะเรียก 7.20 เท่าว่าปลอดภัยสำหรับทุกธุรกิจ
เมื่อดอกเบี้ยจ่ายเป็นศูนย์ อัตราส่วนนี้ไม่มีนิยาม ควรรายงานตรง ๆ ว่าไม่มีดอกเบี้ยจ่ายในงวด ส่วน EBIT ที่ขาดทุนต้องแสดงการขาดทุนให้ชัด ไม่แปลค่าติดลบเป็นความสามารถรองรับดอกเบี้ย
กำไรที่ใช้หารยังรวมรายได้ที่ไม่ได้รับเป็นเงินสดและค่าใช้จ่ายที่ยังไม่จ่ายครบ ส่วน CFO สะท้อนเงินสดจากงานในงวดตามการจัดประเภทของงบ ในตัวอย่างนี้ดอกเบี้ยและภาษีที่จ่ายอยู่ใน CFO แล้ว จะนำ CFO ไปใช้ในสูตรอื่นต้องตรวจว่ากำลังบวกกลับหรือหักซ้ำหรือไม่

จ่ายดอกเบี้ยไหว ยังเหลือเงินต้นที่ต้องตรวจ
ดอกเบี้ยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเงินที่เจ้าหนี้เรียกเก็บ เงินต้นอาจต้องจ่ายเป็นงวดหรือเป็นก้อนใหญ่ เมื่อถึงวันนั้นบริษัทต้องมีเงินสด มีวงเงินที่ใช้ได้จริง หรือมีข้อตกลงจัดหาเงินใหม่รองรับ
ปลาย Y2 หนี้ที่มีดอกเบี้ย 22 ล้านบาทมีส่วนที่จัดเป็นหนี้หมุนเวียน 8 ล้านบาท จำนวนนี้บอกว่ามีภาระในช่วงสั้นให้ตรวจต่อ ไม่ได้บอกว่าบริษัทชำระเงินต้น 8 ล้านบาทไปแล้วใน Y2 และยังไม่ให้วันจ่ายแต่ละงวด
DSCR หรือ debt service coverage ratio เปรียบเทียบเงินที่นิยามให้ใช้ชำระหนี้กับภาระชำระหนี้ของงวด โดยต้องอ่านสัญญาว่าตัวตั้งนับเงินสดอะไรและตัวหารรวมหนี้อะไร ธนาคารหรือสัญญาต่างกันอาจใช้รายละเอียดต่างกัน
เราไม่คำนวณ DSCR จากข้อมูลชุดนี้ เพราะมีเพียงเงินกู้สุทธิเพิ่ม 4 ล้านบาท ยังไม่รู้ยอดกู้รับและเงินต้นจ่ายแยกกัน การเอา EBIT หารดอกเบี้ยแล้วเรียกว่า DSCR จะตอบผิดคำถาม ส่วนการเดาเงินต้นจากยอดหนี้ปลายปีก็เสี่ยงพอ ๆ กัน
เงินสดปลายปีเพิ่มจากไหน
ปลาย Y2 เงินสดเพิ่มจาก 4 เป็น 6 ล้านบาท ถ้าดูเฉพาะยอดเงินสด บริษัทดูคล่องขึ้น แต่สะพานเงินสดทั้งปีแสดงบทบาทของการกู้และเงินปันผลด้วย
หลังหักเงินลงทุน 9 ล้านบาท CFO เหลือ 2.4 ล้านบาท ก่อนเงินปันผล 4.4 ล้านบาท จึงยังต้องพิจารณาการจัดหาเงินอยู่ เงินปันผลปีนี้ต่ำกว่า Y1 ซึ่งจ่าย 9.4 ล้านบาทด้วย เงินสดปลายปีที่สูงขึ้นจึงไม่ได้เกิดจากการเก็บเงินจากงานได้ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว
เงินลงทุนอาจรองรับงานในอนาคต ส่วนเงินปันผลเป็นนโยบายผู้ถือหุ้น ตัวเลขนี้ยังไม่ตัดสินว่ารายการใดควรหยุด แต่ช่วยแยกว่าความต้องการเงินมาจากการดำเนินงาน การลงทุน หรือการจ่ายคืนเจ้าของ แล้วค่อยเลือกวิธีจัดหาเงินให้เหมาะกับระยะเวลาที่ต้องใช้
เงินสดเปลี่ยนจากงาน การลงทุน และการจัดหาเงินอย่างไร
องค์ประกอบการเปลี่ยนเงินสด หน่วยล้านบาท
สเกลแยกกรอบ: −15 ถึง +15 ล้านบาท
รับเงินเป็นบวก จ่ายเงินเป็นลบ เงินกู้เป็นยอดเพิ่มสุทธิ ไม่ใช่ยอดกู้รับทั้งหมด
CFO
ซื้อสินทรัพย์ถาวร
เงินกู้เพิ่มสุทธิ
เงินปันผลจ่าย
ผลรวมสุทธิ ไม่ใช่องค์ประกอบเพิ่มอีกแถว
สเกลแยกกรอบ: −3 ถึง +3 ล้านบาท
เงินสดเปลี่ยนสุทธิ
จับวันรับเงินให้ตรงวันจ่ายก่อนรับภาระเพิ่ม
สำหรับทีมซอฟต์แวร์ งาน SI หรือ Odoo Partner สมมติที่รับงานเป็นงวด สิ่งที่ต้องเปิดคู่กับสัญญากู้คือกำหนดส่งมอบ เกณฑ์ตรวจรับ วันวางบิล และวันรับเงินที่คาดไว้ ถ้าใบแจ้งหนี้ยังออกไม่ได้เพราะรอลงนามตรวจรับ การเพิ่มวงเงินอาจช่วยประคองช่วงรอ แต่ยังต้องมีคนรับผิดชอบแก้จุดติดขัดนั้น
โรงงานสมมติอาจมีเงินจมในวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป ต้องตรวจว่าสินค้าส่วนใดรองรับคำสั่งซื้อจริง ส่วนใดขายช้า และเจ้าหนี้แต่ละรายครบกำหนดเมื่อไร การยืดวันจ่ายโดยไม่ตกลงกับผู้ขายอาจกระทบส่วนลดหรือการส่งของ จึงไม่ควรดู DPO ยาวขึ้นเป็นผลดีโดยอัตโนมัติ
| เรื่องที่ต้องตอบ | หลักฐานที่ต้องเปิด | ผู้รับผิดชอบที่ควรคุย |
|---|---|---|
| ต้องจ่ายเท่าไรและวันไหน | ตารางหนี้แยกเงินต้น ดอกเบี้ย วันครบกำหนด และเงื่อนไขสัญญา | การเงินและผู้อนุมัติวงเงิน |
| เงินจะเข้าทันหรือไม่ | ประมาณการรับจ่ายระยะสั้น พร้อมลูกหนี้รายใบและหลักฐานตรวจรับ | บัญชี ฝ่ายเก็บเงิน และผู้จัดการโครงการ |
| วงเงินที่อาศัยอยู่ใช้ได้จริงแค่ไหน | วงเงินที่ยังใช้ได้ เงื่อนไขเบิก หลักประกัน และข้อกำหนดทางการเงิน | การเงินกับผู้ให้กู้ |
| หากรับเงินช้า จะปรับรายการใดก่อน | รายการลงทุน เงินปันผล และรายจ่ายที่เลื่อนได้ตามข้อตกลง | ผู้บริหารกับผู้รับผิดชอบรายจ่ายนั้น |
คำตอบเรื่องหนี้ต้องลงท้ายด้วยตารางที่มีวันครบกำหนด
ก่อนลงนามกู้เพิ่ม ผมอยากเห็นตารางหนึ่งชุดที่วางวันรับเงินไว้ข้างวันจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ย พร้อมระบุว่าถ้าเงินเข้าช้าจะใช้ทางเลือกใด ตารางนี้จะทำให้คำว่า "รับไหว" มีเงื่อนไขที่ตรวจสอบได้มากกว่า D/E เพียงตัวเดียว
ลองเลือกหนี้ก้อนที่ครบกำหนดเร็วที่สุด แล้วไล่กลับไปว่ารายรับใดจะนำมาจ่าย รายรับนั้นออกใบแจ้งหนี้แล้วหรือยัง และมีใครยืนยันวันรับเงินได้ นี่เป็นคำถามที่เริ่มทำงานต่อได้ทันที แม้งบรายปีจะยังตอบไม่ได้ทั้งหมด
ที่มาของแนวคิดและขอบเขตตัวอย่าง
บทความนี้ใช้แนวคิดอัตราส่วนความสามารถชำระหนี้ประกอบกับงบสมมติที่สร้างขึ้นสำหรับซีรีส์ จำนวนเงินและการกระทบยอดเป็นตัวอย่างต้นฉบับ ไม่มีเกณฑ์ D/E หรืออัตราครอบคลุมดอกเบี้ยที่กำหนดให้เหมาะกับทุกบริษัท การตีความเงื่อนไขสินเชื่อต้องยึดสัญญาที่ใช้จริง อ่านหัวข้อการวิเคราะห์อัตราส่วนเพิ่มเติมได้จาก CFA Institute: Financial Analysis Techniques