กำไรสุทธิต่อรายได้ลดลงจาก 10.40% เหลือ 9.92% แต่ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นกลับเพิ่มจาก 40.78% เป็น 41.33% ตัวเลขกำลังบอกว่าธุรกิจทำงานดีขึ้นหรือว่ามีอย่างอื่นช่วยดันผลตอบแทน?
ในบริษัทสมมติของซีรีส์นี้ ตัวเลขสองทิศนี้เกิดพร้อมกันได้ เพราะ ROE เชื่อมกับอัตรากำไร การใช้สินทรัพย์สร้างรายได้ และสัดส่วนสินทรัพย์ต่อส่วนของผู้ถือหุ้น การแยกด้วย DuPont จะช่วยให้เห็นว่าแต่ละส่วนเคลื่อนอย่างไร ก่อนตั้งคำถามถึงสาเหตุในงานจริง
ตัวอย่างเป็นบริษัทขายอุปกรณ์ รับติดตั้งระบบ และให้บริการดูแลต่อเนื่อง หน่วยล้านบาท ปีที่ 1 (Y1) และปีที่ 2 (Y2) เป็นงวดละ 12 เดือน ไม่มีหุ้นบุริมสิทธิหรือส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม กำไรสุทธิทั้งหมดจึงเป็นของผู้ถือหุ้นสามัญตามข้อสมมติ
ตั้งนิยาม ROA และ ROE ให้ตรงกันก่อน
ROA ในตอนนี้ = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย ส่วน ROE = กำไรสุทธิของผู้ถือหุ้นสามัญ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญเฉลี่ย ทั้งคู่เป็นผลตอบแทนตามตัวเลขบัญชีในงวด
นิยาม ROA ในรายงานอื่นอาจใช้กำไรคนละระดับ จึงต้องอ่านตัวตั้งก่อนเปรียบเทียบ กำไรสุทธิหักดอกเบี้ยและภาษีแล้ว ส่วน NOPAT เป็นกำไรจากการดำเนินงานหลังภาษีที่ใช้ในตอน RNOA ตัวเลขสองชนิดนี้มีหน้าที่ต่างกัน
ค่าเฉลี่ยในตัวอย่างคำนวณจากยอดต้นงวดบวกปลายงวดแล้วหารสอง รายได้และกำไรเกิดตลอดปี ขณะที่สินทรัพย์และส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นยอด ณ วันหนึ่ง การใช้ค่าเฉลี่ยช่วยจัดฐานของอัตราส่วนให้เข้ากับช่วงเวลาของกำไร แม้ค่าเฉลี่ยเพียงสองจุดจะยังไม่เห็นความผันผวนระหว่างปี
| รายการ | Y1 | Y2 |
|---|---|---|
| กำไรสุทธิ | 10.40 | 12.40 |
| สินทรัพย์รวมต้นงวด | 55.00 | 64.00 |
| สินทรัพย์รวมปลายงวด | 64.00 | 81.00 |
| สินทรัพย์รวมเฉลี่ย | 59.50 | 72.50 |
| ส่วนของผู้ถือหุ้นต้นงวด | 25.00 | 26.00 |
| ส่วนของผู้ถือหุ้นปลายงวด | 26.00 | 34.00 |
| ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย | 25.50 | 30.00 |
| ROA ตามนิยามกำไรสุทธิ | 17.48% | 17.10% |
| ROE ของผู้ถือหุ้นสามัญ | 40.78% | 41.33% |
ทำไมต้องแยก ROA เป็นกำไรกับการใช้สินทรัพย์
ROA ตัวเดียวบอกผลตอบแทนรวม แต่ยังไม่บอกว่าควรแก้ที่กำไรต่อยอดขายหรือการใช้สินทรัพย์ เมื่อแยกเป็น อัตรากำไรสุทธิ × อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์รวม เราจะตั้งคำถามได้ตรงขึ้น ถ้ากำไรต่อยอดขายบางลง ให้ตรวจราคา ต้นทุน และส่วนผสมงาน ถ้ายอดขายต่อฐานสินทรัพย์ต่ำลง ให้ตรวจว่าทรัพยากรส่วนใดรอใช้งาน รองรับการเติบโต หรือยังไม่สร้างรายได้ตามแผน
การแยกสูตรช่วยวินิจฉัยและเลือกงานบริหาร แต่คุณภาพของสินทรัพย์จะดีขึ้นได้จากสิ่งที่ทีมทำต่อ เช่น แก้ข้อโต้แย้งของลูกหนี้ ลดสินค้าค้างที่ไม่มีแผนใช้ หรือซ่อมเครื่องที่หยุดบ่อย อัตราส่วนไม่ได้สร้างคุณภาพขึ้นมาเอง เมื่อยอดหมุนเวียนสูงขึ้นก็ต้องตรวจว่ากำไรที่เหลือพอหรือไม่ เงินสดรองรับปริมาณงานได้หรือไม่ และยังส่งมอบได้ตามคุณภาพที่ตกลงไว้หรือไม่
ราคาต่ำเน้นปริมาณ กับราคาสูงเน้นกำไรต่อยอดขาย
ลองแยกออกจากบริษัทหลักของซีรีส์ แล้วสมมติทางเลือกสองแบบในงวด 12 เดือนเท่ากัน แบบ A ตั้งราคาต่ำกว่าและขายได้มากหน่วย ส่วนแบบ B ตั้งราคาสูงกว่าแต่ขายได้น้อยหน่วย กำหนดให้ทั้งคู่ใช้สินทรัพย์รวมเฉลี่ย 10 ล้านบาทและเหลือกำไรสุทธิ 1 ล้านบาท เพื่อดูผลของกำไรต่อยอดขายกับการหมุนเวียนโดยควบคุมฐานสินทรัพย์ไว้เท่ากัน
| รายการและหน่วย | แบบ A ราคาต่ำกว่า เน้นปริมาณ | แบบ B ราคาสูงกว่า เน้นกำไรต่อยอดขาย |
|---|---|---|
| ราคาขายต่อหน่วย (บาท) | 500 | 1,000 |
| จำนวนขายทั้งปี (หน่วย) | 40,000 | 10,000 |
| รายได้ (ล้านบาท) | 20.0 | 10.0 |
| ค่าใช้จ่ายรวมทุกระดับ รวมดอกเบี้ยและภาษีตามข้อสมมติ (ล้านบาท) | 19.0 | 9.0 |
| กำไรสุทธิ (ล้านบาท) | 1.0 | 1.0 |
| สินทรัพย์รวมเฉลี่ย (ล้านบาท) | 10.0 | 10.0 |
| อัตรากำไรสุทธิ | 5.0% | 10.0% |
| อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์รวม | 2.0 เท่า | 1.0 เท่า |
| ROA = อัตรากำไรสุทธิ × การหมุนเวียนสินทรัพย์ | 5.0% × 2.0 = 10.0% | 10.0% × 1.0 = 10.0% |
ทั้งคู่ได้ ROA เท่ากัน แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าความเสี่ยง เงินสด คุณภาพ หรือมูลค่ากิจการเท่ากัน ปริมาณขายในตารางเป็นข้อสมมติ ราคาสูงกว่าไม่ได้ทำให้ขายช้าหรือขายได้น้อยลงโดยอัตโนมัติ คำว่า "ขายไว" ในกลยุทธ์เน้นปริมาณหมายถึงทำยอดขายผ่านฐานสินทรัพย์ได้มากขึ้นในงวด ไม่ได้แปลว่าเก็บเงินจากลูกค้าเร็วขึ้น ราคาไม่ใช่ตัวกำหนด DSO โดยอัตโนมัติ ต้องอ่านเงื่อนไขเครดิตและการรับชำระแยกต่างหาก
สร้างความแตกต่างเพื่อให้ลูกค้าเลือกด้วยเหตุผลอะไร
ธุรกิจอาจเลือกสร้างความแตกต่างเพื่อให้ลูกค้ามีเหตุผลเลือกนอกเหนือจากราคาที่ถูกที่สุด แต่ความต่างนั้นต้องเป็นสิ่งที่ลูกค้าเห็นคุณค่าและมีหลักฐานว่ายอมจ่าย ไม่ใช่เพียงเพิ่มต้นทุนให้สินค้าดูพิเศษ การวางสินค้าในตลาดหรูหรือ luxury เป็นทางเลือกหนึ่ง ไม่ใช่เป้าหมายที่ทุกกิจการต้องไป และแบบ B ที่ราคาสูงกว่าในตารางก็ยังไม่ได้บอกว่าเป็นสินค้าหรู
ตามกรอบ Red Ocean และ Blue Ocean ของผู้พัฒนาแนวคิด Red Ocean คือการแข่งขันเพื่อแย่งส่วนแบ่งความต้องการซื้อในตลาดเดิม อาจแข่งด้วยคุณภาพ บริการ หรือต้นทุน ไม่จำเป็นต้องเป็นสงครามราคา ส่วน Blue Ocean มุ่งเปิดพื้นที่ตลาดที่ยังไม่มีการแข่งขันโดยตรงและสร้างความต้องการซื้อใหม่ ด้วยความแตกต่างควบคู่กับต้นทุนต่ำ หรือ value innovation จึงไม่ใช่แค่ตลาดหรูหรือกลุ่มเฉพาะ และต้นทุนต่ำไม่ได้แปลว่าต้องตั้งราคาขายต่ำที่สุด
เมื่อกลับมาดู ROA ต้องตรวจว่าอัตรากำไรสุทธิหลังต้นทุนสร้างความต่างเหลือเท่าไร และต้องใช้สินทรัพย์เพิ่มจนการหมุนเวียนเปลี่ยนอย่างไร พร้อมดูเงินสด คุณภาพ และกำลังส่งมอบ ความต่างอาจถูกเลียนแบบได้ การเรียกกลยุทธ์ว่า Blue Ocean จึงไม่ได้รับรองกำไรหรือผลตอบแทนที่คุ้มกับความเสี่ยง
ในงาน SI สมมติ อาจเริ่มจากตัดขอบเขตที่ลูกค้าไม่ใช้ แล้วทดลองชุดบริการที่แก้ปัญหาสำคัญ แทนการเพิ่มทุกฟังก์ชัน ก่อนลงทุนให้ทีมตอบว่า ตัดอะไร เพิ่มอะไรที่ลูกค้ายอมจ่าย ต้องใช้เงินและกำลังส่งมอบเพิ่มแค่ไหน และจะพิสูจน์ด้วยอะไร
แยกสินทรัพย์หมุนเวียนกับสินทรัพย์ที่ใช้ทำงานระยะยาว
ฝั่งสินทรัพย์หมุนเวียน ให้ถามว่าลูกหนี้เก็บได้จริงแค่ไหน ค่าเผื่อสะท้อนความเสี่ยงหรือไม่ สต็อกเก่าหรือเสื่อมสภาพคาดว่าจะขายได้มูลค่าเท่าไร และงานที่ยังมีเงื่อนไขเรียกเก็บต้องผ่านขั้นตอนไหน การขายปริมาณมากขึ้นอาจต้องใช้ลูกหนี้ สต็อก หรือกำลังส่งมอบเพิ่มด้วย ฐานสินทรัพย์เฉลี่ย 10 ล้านบาทที่เท่ากันในตารางจึงเป็นเงื่อนไขควบคุมของตัวอย่าง ก่อนใช้จริงต้องตรวจว่าถือฐานเท่าเดิมได้หรือไม่
ฝั่งสินทรัพย์ระยะยาว เช่น เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ใช้ส่งมอบงาน ให้ดูอายุใช้งานที่เหลือ สภาพ เวลาว่าง การบำรุงรักษา และผลต่อของเสียหรือการส่งมอบ ไม่ใช้มูลค่าตามบัญชีต่ำเป็นหลักฐานว่าใช้ทรัพยากรได้ดีกว่าเสมอ ส่วนทีมซอฟต์แวร์หรือ SI ควรดูชั่วโมงคนและงานแก้ไขประกอบด้วย ชั่วโมงคนเป็นทรัพยากรที่ต้องบริหาร แต่ไม่ได้เป็นสินทรัพย์ในงบดุลโดยอัตโนมัติ
ระยะสั้นกับระยะยาวอาจต้องตัดสินใจต่างกัน
ระยะสั้นอาจเริ่มจากใช้กำลังที่มีอยู่ให้เหมาะกับงาน จัดคิวเครื่องและคน ลดช่วงรอ หรือแก้เงื่อนไขที่ทำให้รับเงินช้า พร้อมติดตามคุณภาพและภาระส่งมอบ การเลื่อนบำรุงรักษาหรือเร่งงานจนต้องแก้ซ้ำอาจทำให้ตัวเลขบางงวดดูดี แต่ทิ้งต้นทุนและความเสี่ยงไว้ในงวดถัดไป ต้องตรวจผลที่เกิดขึ้นจริง
ระยะยาวอาจต้องลงทุนเครื่องหรือระบบก่อนรายได้จะตามมา ถ้าฐานสินทรัพย์เพิ่มแต่กำไรยังไม่เพิ่มตาม ROA ช่วงแรกอาจลดลง และค่าเรียนรู้ที่บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายอาจกดกำไรในงวดนั้นด้วย ควรติดตามแผนใช้กำลัง ผลตอบแทน เงินสด และความเสี่ยงตลอดช่วงลงทุน ระยะสั้นกับระยะยาวจึงเป็นกรอบการตัดสินใจ ไม่ใช่ ROA สองสูตร ก่อนอนุมัติงานใหม่หรือลงทุนเพิ่ม ลองให้ทีมระบุว่าหวังเพิ่มกำไรต่อยอดขายหรือเพิ่มการใช้สินทรัพย์กลุ่มใด และจะใช้หลักฐานอะไรตรวจว่าคุณภาพยังอยู่ในระดับที่ต้องการ
แยก ROE ออกเป็นสิ่งที่ตรวจต่อได้
DuPont แบบสามส่วนเริ่มจากนำกำไรสุทธิต่อรายได้ คูณรายได้ต่อสินทรัพย์เฉลี่ย แล้วคูณสินทรัพย์เฉลี่ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย เมื่อคูณกัน รายได้และสินทรัพย์เฉลี่ยจะตัดกัน เหลือกำไรสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ยตามนิยาม ROE
ส่วนแรกบอกว่ารายได้แต่ละบาทเหลือกำไรสุทธิเท่าไร ส่วนที่สองบอกว่าฐานสินทรัพย์เฉลี่ยหนึ่งบาทสร้างรายได้กี่บาท ส่วนสุดท้ายบอกว่าสินทรัพย์เฉลี่ยมีขนาดกี่เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย แต่ละส่วนจึงพาเราไปตรวจคนละเรื่อง
ตัวคูณส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ใช่หนี้ธนาคารต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เพราะสินทรัพย์ได้รับเงินสนับสนุนจากหนี้สินหลายชนิด รวมถึงเจ้าหนี้การค้าและเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า อีกทั้งสูตรนี้ใช้ค่าเฉลี่ย ขณะที่ D/E ในตอนที่ 5 ใช้ยอดปลายงวด
ไล่คำนวณบริษัทเดิมให้ครบทั้งสองปี
Y2 มีกำไรสุทธิ 12.4 ล้านบาท รายได้ 125 ล้านบาท สินทรัพย์เฉลี่ย 72.5 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย 30 ล้านบาท เมื่อนำฐานเดียวกันมาแยก จะได้ผลดังตาราง
| ส่วนของสูตร | Y1 | Y2 |
|---|---|---|
| กำไรสุทธิ ÷ รายได้ | 10.40% | 9.92% |
| รายได้ ÷ สินทรัพย์เฉลี่ย | 1.6807 เท่า | 1.7241 เท่า |
| สินทรัพย์เฉลี่ย ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย | 2.3333 เท่า | 2.4167 เท่า |
| ผลคูณสองส่วนแรก = ROA | 17.48% | 17.10% |
| ผลคูณทั้งสามส่วน = ROE | 40.78% | 41.33% |
Y2 ใช้สินทรัพย์สร้างรายได้ได้มากขึ้นเมื่อวัดตามสูตรนี้ แต่ยังชดเชยอัตรากำไรสุทธิที่ลดลงไม่หมด ROA จึงลดลง ส่วนตัวคูณส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มช่วยให้ผลคูณสุดท้ายเป็น ROE สูงกว่าปีก่อน
ข้อสังเกตนี้ยังไม่อธิบายเหตุเชิงธุรกิจทั้งหมด อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์อาจเปลี่ยนจากการใช้กำลังส่งมอบดีขึ้น การเปลี่ยนส่วนผสมรายได้ หรือจังหวะที่ลงทุนสินทรัพย์ เราต้องเปิดข้อมูลเหล่านั้นก่อนเรียกสิ่งที่เห็นว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ
แยก DuPont แล้วดูผลตอบแทนสองฐาน
อัตรากำไรสุทธิ หน่วย %
สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 15%
กำไรสุทธิ ÷ รายได้
อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์รวม หน่วยเท่า
สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 2 เท่า
รายได้ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย
ตัวคูณส่วนของผู้ถือหุ้น หน่วยเท่า
สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 3 เท่า
สินทรัพย์รวมเฉลี่ย ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย
ROA ตามนิยามกำไรสุทธิ หน่วย %
สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 20%
กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย
ROE ของผู้ถือหุ้นสามัญ หน่วย %
สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 50%
กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญเฉลี่ย
ส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ได้เปลี่ยนเพราะผลกำไรอย่างเดียว
Y1 ส่วนของผู้ถือหุ้นเริ่ม 25 ล้านบาท มีกำไร 10.4 ล้านบาท และจ่ายเงินปันผล 9.4 ล้านบาท จึงเหลือส่วนของผู้ถือหุ้นปลายปี 26 ล้านบาท ส่วน Y2 เริ่มที่ 26 ล้านบาท มีกำไร 12.4 ล้านบาท และจ่ายเงินปันผล 4.4 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นปลายปีจึงเป็น 34 ล้านบาท
กำไรที่เก็บไว้ส่งผลต่อฐานส่วนของผู้ถือหุ้นที่จะใช้หารผลตอบแทน นโยบายจ่ายเงินปันผลจึงเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ด้วย บริษัทจริงอาจมีการเพิ่มทุน ซื้อหุ้นคืน หรือรายการกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นซึ่งต้องกระทบยอดเพิ่ม
เมื่อเทียบบริษัทสองแห่ง อย่ารีบสรุปว่าบริษัทที่มี ROE สูงกว่าทำงานได้ดีกว่าโดยยังไม่ตรวจฐานส่วนของผู้ถือหุ้น ถ้าฐานเล็กเพราะขาดทุนสะสมหรือจ่ายทุนคืนมาก อัตราส่วนอาจสูงโดยไม่ได้สะท้อนความสามารถหาเงินจากงานที่เหนือกว่า และถ้าส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ยเป็นศูนย์หรือติดลบ ควรกลับไปอ่านจำนวนเงินแทนการตีความ ROE แบบปกติ

ถ้าต้องการแยกภาษีและดอกเบี้ย ใช้ DuPont ห้าส่วน
อัตรากำไรสุทธิยังแยกต่อได้เป็นกำไรสุทธิต่อกำไรก่อนภาษี คูณกำไรก่อนภาษีต่อ EBIT แล้วคูณ EBIT ต่อรายได้ เมื่อนำไปต่อกับการหมุนเวียนสินทรัพย์และตัวคูณส่วนของผู้ถือหุ้น จะได้ DuPont ห้าส่วน
| ตัวคูณ | Y1 | Y2 |
|---|---|---|
| กำไรสุทธิ ÷ กำไรก่อนภาษี | 0.8000 | 0.8000 |
| กำไรก่อนภาษี ÷ EBIT | 0.8667 | 0.8611 |
| EBIT ÷ รายได้ | 0.1500 | 0.1440 |
| รายได้ ÷ สินทรัพย์เฉลี่ย | 1.6807 | 1.7241 |
| สินทรัพย์เฉลี่ย ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย | 2.3333 | 2.4167 |
| ผลคูณเป็น ROE | 40.78% | 41.33% |
ในตัวอย่าง อัตราภาษีคงที่ตามสมมติฐาน 20% จึงไม่ได้เป็นตัวเปลี่ยนผลระหว่างปี ส่วนสัดส่วนกำไรก่อนภาษีต่อ EBIT ลดลงเล็กน้อย และ EBIT ต่อรายได้ก็ลดลงด้วย การแยกสูตรเช่นนี้ทำให้เรารู้ว่าควรกลับไปดูโครงสร้างกำไรและดอกเบี้ยส่วนใด
สมมติฐานภาษีนี้ไม่ได้บอกอัตราภาษีของกิจการไทยรายใด หากกำไรก่อนภาษีหรือ EBIT เป็นศูนย์หรือติดลบ ตัวคูณบางส่วนจะไม่มีนิยามหรืออ่านความหมายยาก ควรแสดงจำนวนกำไรขาดทุนและสาเหตุโดยตรง แทนการฝืนจัดทุกงบลงในสูตรห้าส่วน
เทียบให้ตรงรูปแบบธุรกิจ ก่อนตัดสินว่าใครใช้สินทรัพย์เก่ง
บริษัทซอฟต์แวร์สมมติที่ใช้ทักษะของคนกับโรงงานสมมติที่ต้องมีเครื่องจักรย่อมมีฐานสินทรัพย์ต่างกัน แม้สร้างรายได้ใกล้กัน รายจ่ายที่บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายกับรายการที่เข้าเงื่อนไขรับรู้เป็นสินทรัพย์ก็ทำให้อัตราส่วนต่างกันได้ ต้องตรวจนโยบายบัญชีและอายุสินทรัพย์ประกอบ
สำหรับงาน SI หรือ Odoo Partner ที่ส่งมอบเป็นโครงการ ควรเปิดชั่วโมงงานจริง งบต้นทุน งานแก้ไข และสถานะตรวจรับดูคู่กับอัตรากำไร หากรายได้โตจากงานที่ใช้คนเพิ่มมาก แต่ชั่วโมงจริงยังไม่สะท้อนในต้นทุนครบ กำไรระหว่างงวดอาจยังไม่สะท้อนต้นทุนงานครบ
ในฝ่ายผลิต ควรดูเครื่องจักรที่เพิ่งลงทุน กำลังผลิตที่ใช้จริง ของเสีย และสินค้าที่ค้างในคลัง การลดฐานสินทรัพย์จนส่งมอบสะดุดไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ต้องการ แม้อัตราหมุนเวียนบางช่วงจะดูสูงขึ้น
ใช้ DuPont เพื่อระบุเรื่องที่ต้องตรวจต่อ
สำหรับกรณีนี้ คำถามที่ควรส่งให้ทีมคือ "กำไรสุทธิต่อรายได้ลดจากต้นทุนส่วนใด และการใช้สินทรัพย์ที่ดีขึ้นตามสูตรเกิดจากงานแบบไหน" ส่วนการเงินควรอธิบายการเปลี่ยนฐานส่วนของผู้ถือหุ้นและนโยบายปันผลแยกออกมา
ถ้าจะนำ DuPont ไปใช้กับงบของคุณ ลองเขียนสูตรทั้งสามส่วนจากงวดเดียวกันก่อน แล้วให้ผู้รับผิดชอบแต่ละส่วนแนบหลักฐานหนึ่งชุดที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อรู้ว่าคำอธิบายส่วนใดยังไม่มีข้อมูล เราจะรู้ว่ารายงานรอบต่อไปควรเพิ่มอะไร
ที่มาของแนวคิดและขอบเขตตัวอย่าง
บทความใช้กรอบ DuPont และนิยามผลตอบแทนที่ระบุไว้ข้างต้น ตัวเลขเป็นกรณีสมมติต้นฉบับ คำนวณโดยใช้ค่าเฉลี่ยต้นงวดกับปลายงวดอย่างสอดคล้องกัน จึงไม่ควรนำไปเทียบกับรายงานที่ใช้กำไรหรือฐานคนละนิยามโดยไม่ปรับให้ตรงกันก่อน อ่านหัวข้อ DuPont เพิ่มเติมได้จาก CFA Institute: Financial Analysis Techniques