ข้ามไปยังเนื้อหา
ภาพปกตอนที่ 3 ลูกหนี้ สต็อก เจ้าหนี้ และวงจรเงินสด

ตอนที่ 3 ลูกหนี้ สต็อก และเจ้าหนี้ เงินหมุนกลับมาช้าแค่ไหน

จับคู่ตัวตั้งกับตัวหารก่อนอ่าน Turnover และ Cash Conversion Cycle
25 ตุลาคม ค.ศ. 2026 โดย

บริษัทมีกำไรจากงานที่ส่งมอบแล้ว แต่เงินบางส่วนยังอยู่ในลูกหนี้ บางส่วนอยู่ในอุปกรณ์ที่ยังไม่ขาย และบางส่วนเป็นงานที่ยังต้องผ่านเงื่อนไขก่อนมีสิทธิรับเงินโดยไม่มีเงื่อนไขอื่น ถ้าดูเพียงกำไรสุทธิจะยังไม่เห็นว่าต้องหาเงินมารองรับช่วงรอนานเท่าไร

อัตราหมุนเวียนและจำนวนวันช่วยแปลงยอดคงเหลือให้เชื่อมกับกิจกรรมที่สร้างยอดนั้น แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ตัวตั้งกับตัวหารต้องเป็นเรื่องเดียวกัน สต็อกอุปกรณ์ไม่ควรถูกหารด้วยต้นทุนรวมที่มีค่าแรงวางระบบปนอยู่ เจ้าหนี้ซื้อสินค้าก็ไม่ควรเทียบกับยอดขายทั้งบริษัท

ตอนนี้จะใช้บริษัทสมมติชุดเดิม เปรียบเทียบปีที่ 1 (Y1) กับปีที่ 2 (Y2) โดยแยกส่วนขายอุปกรณ์ออกมาคำนวณวงจรเงินสด แล้วกลับไปดูว่าธุรกิจซอฟต์แวร์และ SI ต้องตามงานที่ยังไม่วางบิลอย่างไร ตัวเลขเป็นงบรายปี 12 เดือน ใช้ 365 วันและยอดเฉลี่ยต้นปีกับปลายปี ไม่มีเกณฑ์ตายตัวว่าต้องเก็บเงินหรือถือสต็อกกี่วันจึงจะดี

จากยอดคงเหลือไปเป็นรอบและจำนวนวัน

ยอดลูกหนี้ 22 ล้านบาท ณ วันสิ้นปีบอกเงินที่ค้างรับในวันนั้น หากต้องการดูความเร็วตลอดปีควรเทียบยอดลูกหนี้เฉลี่ยกับกิจกรรมขายเชื่อในช่วงเดียวกัน อัตราหมุนเวียนลูกหนี้คือยอดขายเชื่อสุทธิหารลูกหนี้เฉลี่ย ส่วนจำนวนวันเก็บเงินหรือ DSO คิดกลับเป็นลูกหนี้เฉลี่ยหารยอดขายเชื่อสุทธิแล้วคูณจำนวนวันของงวด

เมื่อใช้ฐานตรงกัน DSO เท่ากับ 365 หารอัตราหมุนเวียนสำหรับงวดปีนี้ ค่าที่ได้เป็นตัวชี้วัดจากยอดรวม ไม่ใช่เวลาที่ใบแจ้งหนี้ทุกใบใช้จริง ลูกค้าบางรายอาจจ่ายภายในกำหนด ขณะที่ยอดเก่าบางก้อนค้างนาน จึงต้องเปิดรายงานอายุลูกหนี้ประกอบ

สำหรับสต็อก ใช้ต้นทุนสินค้าที่ขายหารสินค้าคงเหลือเฉลี่ยเพื่อหาอัตราหมุนเวียน ส่วนจำนวนวันคงเหลือหรือ DIO คือสินค้าคงเหลือเฉลี่ยหารต้นทุนสินค้าที่ขายแล้วคูณ 365 ใช้ต้นทุนเพราะสต็อกกับต้นทุนขายอยู่บนฐานต้นทุนเดียวกัน การนำยอดขายมาแทนทำให้ราคาขายและกำไรปนเข้าไปในสิ่งที่ต้องการวัด

เจ้าหนี้ควรจับคู่กับยอดซื้อเชื่อที่ก่อเจ้าหนี้นั้น จำนวนวันจ่ายเจ้าหนี้หรือ DPO จึงใช้เจ้าหนี้เฉลี่ยหารยอดซื้อเชื่อแล้วคูณ 365 ในรายงานที่หาเครดิตซื้อไม่ได้อาจพบการใช้ต้นทุนขายเป็นตัวแทน แต่ต้องบอกไว้และระวังช่วงที่สต็อกเปลี่ยนมาก เพราะซื้อเข้ากับขายออกไม่เท่ากัน

กรณีขายอุปกรณ์ต้องใช้ยอดของอุปกรณ์

ปีที่ 2 บริษัทตัวอย่างมีรายได้รวม 125 ล้านบาท ต้นทุนขายรวม 77 ล้านบาท แต่ส่วนอุปกรณ์มียอดขายเชื่อ 75 ล้านบาทและต้นทุนสินค้าที่ขาย 48 ล้านบาท ที่เหลือเป็นต้นทุนงานวางระบบกับบริการดูแล สต็อกและเจ้าหนี้การค้าในกรณีนี้เป็นของอุปกรณ์ทั้งหมด ส่วนต้นทุนค้างจ่ายของงานบริการแยกไว้อีกบัญชี

สต็อกปีที่ 2 เพิ่มจาก 10 เป็น 13 ล้านบาท จึงสมมติยอดซื้ออุปกรณ์ 48 + 3 = 51 ล้านบาท และซื้อเชื่อทั้งหมด การหายอดซื้อแบบนี้ใช้ได้ในตัวอย่างที่ไม่มีการตัดจำหน่ายสินค้า คืนสินค้า ผลต่างอัตราแลกเปลี่ยน หรือรายการเคลื่อนไหวอื่น หากมีต้องปรับให้ครบก่อน

ข้อมูลเฉพาะสายอุปกรณ์ หน่วยล้านบาท ยอดซื้อเชื่อคำนวณภายใต้สมมติฐานที่ระบุ
รายการต้นปีที่ 1ปีที่ 1 / สิ้นปีที่ 1ปีที่ 2 / สิ้นปีที่ 2
ยอดขายเชื่ออุปกรณ์ระหว่างปีไม่ใช้60.0075.00
ต้นทุนอุปกรณ์ที่ขายระหว่างปีไม่ใช้40.0048.00
ยอดซื้อเชื่ออุปกรณ์ระหว่างปีไม่ใช้42.0051.00
ลูกหนี้อุปกรณ์ ณ วันวัด7.0010.0015.00
สต็อกอุปกรณ์ ณ วันวัด8.0010.0013.00
เจ้าหนี้อุปกรณ์ ณ วันวัด7.009.0011.00

ฐานเฉลี่ยปีที่ 2 จึงเป็นลูกหนี้ (10 + 15) ÷ 2 = 12.5 ล้านบาท สต็อก (10 + 13) ÷ 2 = 11.5 ล้านบาท และเจ้าหนี้ (9 + 11) ÷ 2 = 10 ล้านบาท ทุกยอดอยู่ในสายอุปกรณ์เดียวกัน ถ้าธุรกิจมีฤดูกาลหรือสต็อกขึ้นลงระหว่างปีมาก ควรใช้ค่าเฉลี่ยที่ละเอียดกว่าสองจุด

อ่านวงจรเงินสดโดยรักษาขอบเขตเดียวกัน

ปีที่ 2 คำนวณ DSO ได้ 12.5 ÷ 75 × 365 = 60.83 วัน DIO ได้ 11.5 ÷ 48 × 365 = 87.45 วัน และ DPO ได้ 10 ÷ 51 × 365 = 71.57 วัน โดยปัดเศษเมื่อแสดงผลเท่านั้น

วงจรเงินสดหรือ Cash Conversion Cycle (CCC) เท่ากับ DIO + DSO − DPO รวมเวลาที่สินค้ารอขายและลูกหนี้รอเก็บ แล้วหักระยะที่คู่ค้าช่วยให้เครดิต ปีที่ 2 จึงได้ประมาณ 76.71 วัน ค่านี้เป็นตัวชี้วัดจากยอดเฉลี่ยของสายอุปกรณ์ ไม่ใช่จำนวนวันที่เงินทุกบาทหายไปจากบัญชี

วงจรเงินสดเฉพาะอุปกรณ์ ปีที่ 2

DIO + DSO − DPO

87.45 + 60.83 − 71.57

76.71 วัน

ผลลัพธ์คำนวณจากค่าที่ยังไม่ปัดเศษ ตัวตั้งและตัวหารทุกส่วนอยู่ในสายอุปกรณ์เดียวกัน จึงหักเวลาจ่ายเจ้าหนี้ออกจากเวลารอสินค้ากับรอรับเงินได้อย่างมีความหมาย
จำนวนวันของสายอุปกรณ์ ใช้ 365 วันต่อปีและยอดเฉลี่ยสองจุด
ตัวชี้วัดปีที่ 1ปีที่ 2
DSO วันรอเก็บลูกหนี้51.7160.83
DIO วันถือสต็อก82.1387.45
DPO วันจ่ายเจ้าหนี้69.5271.57
CCC วงจรเงินสด64.3176.71

ตัวเลขชวนให้ตรวจสองจุดคือสินค้ารอขายนานขึ้นและลูกหนี้รอเก็บนานขึ้น ส่วนระยะจ่ายเจ้าหนี้เพิ่มขึ้นช่วยรองรับบางส่วน แต่ยังไม่พอชดเชยทั้งหมด ยังสรุปไม่ได้ว่าลูกค้าผิดนัดหรือสินค้าล้าสมัย เพราะอาจมีการเปลี่ยนเงื่อนไขเครดิตหรือเตรียมของสำหรับงานที่เซ็นสัญญาแล้ว ต้องใช้รายละเอียดทดสอบคำอธิบายเหล่านี้

ภาพประกอบเงินที่เปลี่ยนเป็นสินค้า งานส่งมอบ ลูกหนี้ และกลับมาเป็นเงินสด
วงจรสินค้าและวงจรโครงการมีจุดรอเงินต่างกัน ภาพประกอบแนวคิด ไม่ใช่ผังเวลาของบริษัทจริง

งานวางระบบมีช่วงรอก่อนเป็นลูกหนี้ด้วย

ในตัวอย่างนี้ ลูกหนี้การค้าคือสิทธิรับเงินที่ไม่มีเงื่อนไขอื่นนอกจากเวลาผ่านไป ส่วนสินทรัพย์ตามสัญญามีเงื่อนไขอื่นที่ยังต้องผ่าน เช่น เงื่อนไขตรวจรับที่สมมติไว้สำหรับงานบางส่วน การยังไม่ออกใบแจ้งหนี้เพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่เหตุผลพอที่จะจัดทุกรายการเป็นสินทรัพย์ตามสัญญา ต้องอ่านสิทธิและเงื่อนไขจริงของสัญญา

สินทรัพย์ตามสัญญาของบริษัทสมมติเพิ่มจาก 6 เป็น 9 ล้านบาทในปีที่ 2 หากดูเฉพาะอายุลูกหนี้จะมองไม่เห็นเงินที่รออยู่ก่อนขั้นนั้น ทีมโครงการควรแยกว่าอะไรยังส่งมอบไม่ครบ อะไรรอหลักฐานตรวจรับ และอะไรมีสิทธิรับเงินแล้วแต่เอกสารเรียกเก็บยังค้างอยู่ ทั้งสามเรื่องอาจต้องใช้คนแก้ต่างกัน

  1. ส่งมอบตามสัญญาตรวจสถานะและหลักฐานของงาน
  2. ผ่านเงื่อนไขรับเงินแยกสิทธิที่ยังมีเงื่อนไขกับลูกหนี้
  3. เรียกเก็บและรับชำระตามวันครบกำหนดและข้อโต้แย้ง
เส้นทางงานโครงการเป็นกรอบตรวจเอกสาร การรับรู้รายได้และสิทธิรับเงินต้องพิจารณาข้อตกลงจริง ไม่ได้เกิดตามสถานะในโปรแกรมโดยอัตโนมัติ

เมื่อจะดู DSO รวมของธุรกิจนี้ เราจึงกำหนดตัวหารเป็นยอดเรียกเก็บเชื่อสุทธิ เพื่อเทียบกับลูกหนี้ที่เกิดจากยอดเรียกเก็บนั้น ปีที่ 2 มียอด 122 ล้านบาท ต่างจากรายได้ที่รับรู้ 125 ล้านบาท เพราะกรณีสมมติมีสินทรัพย์ตามสัญญาเพิ่ม 3 ล้านบาท ลูกหนี้รวมเฉลี่ยเท่ากับ (16 + 22) ÷ 2 = 19 ล้านบาท DSO บนฐานเรียกเก็บจึงเท่ากับ 19 ÷ 122 × 365 = 56.84 วัน เทียบกับ 52.14 วันในปีก่อน

นี่เป็น DSO บนฐานเรียกเก็บที่กำหนดไว้สำหรับการติดตามงานในตัวอย่าง ไม่ใช่การประกาศว่าสูตร DSO ทุกรายงานต้องใช้ฐานนี้ หากรายงานใช้ยอดขายเชื่อที่รับรู้ตามงบ ต้องแสดงนิยามและแยกส่วนที่ยังมีเงื่อนไขให้คนอ่านเข้าใจ ห้ามนำ DSO รวม 56.84 วันไปผสมกับ DIO และ DPO เฉพาะอุปกรณ์แล้วเรียกว่า CCC ของทั้งบริษัท

ตัวชี้วัดวันของอุปกรณ์และบริษัทใช้ฐานต่างกัน

เฉพาะสายอุปกรณ์ หน่วยวัน

สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 100 วัน

DSO ใช้ยอดขายเชื่ออุปกรณ์ DIO ใช้ต้นทุนอุปกรณ์ DPO ใช้ยอดซื้อเชื่ออุปกรณ์; CCC = DIO + DSO − DPO

วันถือสต็อกอุปกรณ์ (DIO)

ปีที่ 182.13 วัน
ปีที่ 287.45 วัน

วันเก็บลูกหนี้อุปกรณ์ (DSO)

ปีที่ 151.71 วัน
ปีที่ 260.83 วัน

วันจ่ายเจ้าหนี้อุปกรณ์ (DPO)

ปีที่ 169.52 วัน
ปีที่ 271.57 วัน

วงจรเงินสดอุปกรณ์ (CCC)

ปีที่ 164.31 วัน
ปีที่ 276.71 วัน

ภาพรวมบริษัท คนละฐานกับ CCC อุปกรณ์

สเกลกรอบนี้: 0 ถึง 100 วัน

สองแถวนี้ใช้ตัวหารต่างกัน ห้ามบวกเป็นวงจรเดียวหรือผสมกับ DIO/DPO อุปกรณ์ เป็นอัตราส่วนจากยอดรวม ไม่ใช่อายุเอกสารรายใบ

DSO รวมบนฐานยอดเรียกเก็บเชื่อ

ปีที่ 152.14 วัน
ปีที่ 256.84 วัน

สินทรัพย์ตามสัญญาเฉลี่ยเทียบรายได้

ปีที่ 118.25 วัน
ปีที่ 221.90 วัน
บริษัทสมมติ ปีที่ 1 เทียบปีที่ 2 ใช้ 365 วันและยอดเฉลี่ยต้นกับปลายปี กรอบอุปกรณ์กับกรอบรวมบริษัทแสดงแยกกันเพื่อรักษาขอบเขตและตัวหารของแต่ละตัวชี้วัด

ลดจำนวนวันโดยไม่สร้างปัญหาตรงอื่น

DSO ที่สั้นลงอาจช่วยลดเงินที่รอเก็บ แต่ถ้าลดเครดิตจนเสียลูกค้าที่คุ้มค่า ต้องชั่งผลต่อยอดขายและกำไร การติดตามหนี้ตามกำหนด แก้ข้อโต้แย้ง และออกเอกสารให้ครบอาจเหมาะกว่าการตัดเครดิตลูกค้าทุกคนพร้อมกัน

DIO ที่ลดลงอาจช่วยคืนเงินจากสต็อก แต่ของสำรองสำหรับชิ้นส่วนที่รอนานมีเหตุผลต่างจากสินค้าที่ไม่มีใครต้องการ โรงงานควรแยกวัตถุดิบ งานระหว่างทำ และสินค้าสำเร็จรูป แล้วดูเวลารอและของเสียในแต่ละช่วง ค่ารวมเพียงตัวเดียวอาจซ่อนจุดติดขัดที่ต้องแก้

DPO ที่ยาวขึ้นไม่ได้ดีเสมอ หากจ่ายเกินกำหนด เสียส่วนลด หรือทำให้คู่ค้าหยุดส่งของ การลดแรงกดดันเงินสดวันนี้อาจเพิ่มต้นทุนวันหน้า ควรแยกเครดิตที่ตกลงกันไว้กับหนี้ที่เลยกำหนด ไม่ใช้ตัวเลขเฉลี่ยที่สูงขึ้นเป็นเหตุผลให้ยืดจ่ายโดยไม่เจรจา

CCC ติดลบก็ไม่ได้รับรองว่าปลอดภัยทุกด้าน กิจการอาจรับเงินก่อนส่งมอบ แต่ยังมีภาระทำงาน ซื้อสินค้า หรือคืนเงินในเงื่อนไขบางอย่าง แผนเงินสดต้องรวมภาระเหล่านี้ ไม่ใช่มองเงินรับล่วงหน้าเป็นเงินที่ใช้ได้โดยไม่มีงานตามมา

ตรวจรายการที่ทำให้เงินยังค้างอยู่

ทีมซอฟต์แวร์หรือ SI ควรเปิดรายการงานรอตรวจรับ งานรอเรียกเก็บ และลูกหนี้เกินกำหนดแยกกัน พร้อมเจ้าของรายการและสิ่งที่ต้องทำต่อ ทีมโรงงานควรดูอายุสต็อกตามวัตถุดิบ งานระหว่างทำ และสินค้าสำเร็จรูป พร้อมเหตุผลที่คงไว้ วิธีนี้ทำให้จำนวนวันที่เพิ่มขึ้นเชื่อมกับงานที่แก้ได้

ถ้าออกแบบข้อมูลใน Odoo ควรให้ยอดขาย ลูกหนี้ สินค้า และเจ้าหนี้แยกตามขอบเขตที่ต้องวิเคราะห์ได้ พร้อมตรวจความครบถ้วนของเอกสาร ไม่ควรรวมต้นทุนบริการเข้ากับสต็อกสินค้าเพียงเพราะอยู่ในงบต้นทุนขายบรรทัดเดียวกัน การเชื่อมข้อมูลดังกล่าวเป็นงานออกแบบและทดสอบตามกิจการ ไม่ใช่ผลที่รับรองจากชื่อโมดูล

เริ่มตรวจจากรายการที่มีผลต่อเงินมากหนึ่งกลุ่ม เช่น ลูกหนี้อุปกรณ์ก้อนใหญ่หรืองานรอตรวจรับที่ค้างมาหลายเดือน แล้วระบุวันคาดว่าจะรับเงินพร้อมหลักฐาน ตอนถัดไปจะนำข้อมูลนี้ไปอ่านสภาพคล่อง เพราะการมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้ระยะสั้นยังไม่ตอบว่าเงินจะเข้าทันวันจ่ายหรือไม่

แนวคิดอัตราหมุนเวียนและการอ่านเงินทุนหมุนเวียนดูเพิ่มเติมได้จาก CFA Institute, Financial Analysis Techniques ความต่างระหว่างสินทรัพย์ตามสัญญากับลูกหนี้ใช้กรอบ IFRS 15 ย่อหน้า 105-108 เพื่ออธิบายตัวอย่าง ไม่ได้ระบุว่ากิจการไทยทุกแห่งใช้มาตรฐานฉบับเดียวกัน กรณีอุปกรณ์ งานวางระบบ และฐานเรียกเก็บในบทความเป็นสมมติฐานที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะ ควรใช้คำนิยามและข้อมูลที่ตรงกับกิจการเมื่อคำนวณจริง

แชร์บทความ

FacebookX
# MBA
ภาพปกตอนที่ 2 อ่านกำไรแต่ละระดับจากยอดขายถึงต้นทุน
ตอนที่ 2 ยอดขายโตแล้วกำไรเหลือเท่าไร อ่าน Margin ให้ถึงต้นทุน
แยกกำไรแต่ละระดับ และมองผลของราคา ต้นทุน กับส่วนผสมรายได้