Skip to Content
ภาพประกอบทีมซอฟต์แวร์สมมติพิจารณาชิ้นส่วนระบบที่ใช้ซ้ำกับแฟ้มส่งมอบงานและปฏิทินบริการ

บริษัทรับทำซอฟต์แวร์มีมูลค่าจากอะไร เมื่อมี IP และรายได้สมาชิก

ภาค 2 ตอนที่ 1 อ่านรายได้หลัก บริการเสริม และกำไรที่ฟื้น ผ่านบริษัทสมมติที่ยังต้องตามเงินสด
19 ตุลาคม ค.ศ. 2026 โดย

ภาพประกอบในบทความสร้างด้วย AI สำหรับกรณีศึกษาสมมติ

บริษัทซอฟต์แวร์สมมติแห่งหนึ่งกลับมามีกำไรสุทธิ 1.52 ล้านบาท หลังช่วงก่อนหน้าขาดทุน 3.60 ล้านบาท แต่เงินสดจากการดำเนินงานยังติดลบ 480,000 บาท ผมอยากเริ่มประเมินมูลค่าจากความต่างนี้ กำไรฟื้นจากงานอะไร ลูกหนี้เก็บได้เมื่อไร และหลังจ่ายดอกเบี้ยกับลงทุนต่อแล้วเหลือเงินเท่าไร

บริษัท ตัวเลข และช่วง A/B ในภาคนี้สร้างขึ้นเป็นกรณีสมมติเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่งบหรือประวัติของกิจการใด รายได้สมาชิกปีละ 1 ล้านบาทเป็นโจทย์ตั้งต้น ไม่ได้รับประกันการต่ออายุหรือเงินสดในอนาคต จำนวนเงินไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เว้นแต่ระบุเป็นอย่างอื่น

ภาคแรก จากรายได้ถึงมูลค่าบริษัท วางพื้นเรื่องคุณภาพกำไร การรับรู้รายได้ เงินสด และวิธีประเมินมูลค่า ภาคนี้จะใช้บริษัทซอฟต์แวร์สมมติชุดเดียวกันตลอด 4 ตอน เพื่อดูสิ่งที่ยอดขายรวมบอกเราไม่ได้

บริษัทเดียว อาจมีธุรกิจหลายแบบอยู่ข้างใน

software house หรือบริษัทรับพัฒนาซอฟต์แวร์ อาจรับทำระบบตามโจทย์ลูกค้า ขายสิทธิใช้ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ดูแลระบบต่อเนื่อง และเชื่อม AI เข้ากับงานของลูกค้า งานเหล่านี้ใช้คนและเทคโนโลยีร่วมกันได้ แต่จังหวะรับรายได้ ต้นทุน และความเสี่ยงต่างกัน

แยกตามสิ่งที่ลูกค้าซื้อก่อนรวมเป็นยอดขาย ตัวอย่างเป็นรูปแบบสมมติ
งานลูกค้าจ่ายเพื่ออะไรสิ่งที่ต้องตรวจ
พัฒนาและวางระบบตามโครงการส่งมอบงานตามขอบเขตและเกณฑ์รับมอบงบชั่วโมง งานแก้ สิทธิเก็บเงิน และภาระค้างส่งมอบ
ค่าสมาชิกผลิตภัณฑ์ของบริษัทใช้ซอฟต์แวร์และรับบริการตามสัญญาสิทธิในซอฟต์แวร์ ลูกค้าต่ออายุจริง และต้นทุนดูแล
AI integration และบริการดูแลเชื่อมข้อมูล สิทธิ และขั้นตอนตัดสินใจเข้ากับ AIขอบเขตการใช้ ค่าโมเดล การตรวจโดยคน และความรับผิดชอบ
ขายต่อซอฟต์แวร์หรือบริการผู้อื่นสิทธิหรือบริการตามเงื่อนไขผู้ให้บริการต้นทางบริษัทเป็นตัวการหรือตัวแทน สิทธิขายต่อ และการแสดงรายได้ขั้นต้นหรือสุทธิ

เพื่อให้เปรียบเทียบหลักการในภาคนี้ได้ ตัวอย่างเลือกใช้กรอบ TFRS เต็มชุด กิจการจริงต้องตรวจกรอบรายงานที่ใช้ ไม่ถือว่า software house ทุกแห่งใช้กรอบเดียวกัน การมี AI อยู่ในชื่อบริการไม่ได้ทำให้ธุรกิจกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายเพิ่มแทบไม่ต้องใช้คน หากลูกค้าแต่ละรายต้องจัดข้อมูลใหม่ เขียนตัวเชื่อมใหม่ และตรวจคำตอบด้วยทีมเฉพาะ รายได้ที่เพิ่มอาจกินชั่วโมงทำงานเกือบตามสัดส่วน การประเมินต้องยอมรับต้นทุนนี้ก่อนคาดหวังผลได้ต่อขนาด

ส่งมอบงานวันนี้
สร้างสิ่งที่ใช้ซ้ำ
รักษาลูกค้าให้คุ้มในวันต่อไป
บริษัทอาจทำทั้งสามอย่าง แต่ไม่ควรใช้ตัวคูณแบบเดียวโดยยังไม่แยกแหล่งรายได้ ต้นทุน และสิทธิ

รายได้รวม 16.80 ล้านบาทมาจากอะไร

1152130.8
  1. โครงการ 15 ล้านบาท
  2. สมาชิก 1 ล้านบาท
  3. บริการเสริมต่อเนื่อง 0.8 ล้านบาท
กรณีสมมติช่วง B หน่วยล้านบาท โครงการ 89.29% สมาชิก 5.95% และบริการเสริม 4.76% ของรายได้รวม หากดูเฉพาะรายได้หลัก 16 ล้านบาท สมาชิกจะคิดเป็น 6.25% ต้องระบุฐานก่อนเทียบสัดส่วน

กำไรที่กลับมา ต้องแยกที่มาของรายได้และต้นทุน

ช่วง B สมมติบริษัทมีรายได้หลัก 16 ล้านบาท ซึ่งรวมงานโครงการ 15 ล้านบาทและค่าสมาชิก 1 ล้านบาทไว้แล้ว จากลูกค้า 10 ราย รายละ 100,000 บาท ให้บริการครบปีและยังมีสัญญามีผลปลายช่วง จึงมี ARR 1 ล้านบาทด้วย นอกเหนือรายได้หลัก เราตั้งสมมติฐานว่ามีบริการเสริมต่อเนื่องอีก 800,000 บาท รวมรายได้จากการดำเนินงาน 16.80 ล้านบาท รายได้บริการเสริมมีต้นทุนส่งมอบของตัวเอง และไม่ใช่ค่าสมาชิกที่นำมาบวกซ้ำ

งบกำไรขาดทุนเพื่อวิเคราะห์ กรณีสมมติ A/B หน่วยล้านบาท ค่าเสื่อมรวมในค่าใช้จ่ายดำเนินงานแล้ว ไม่หักแถวค่าเสื่อมซ้ำ
รายการช่วง Aช่วง B
รายได้โครงการ5.60015.000
รายได้สมาชิก0.8001.000
รายได้บริการเสริมต่อเนื่อง0.4000.800
รายได้รวม6.80016.800
ต้นทุนส่งมอบรวม4.2007.000
ส่วนเหลือหลังต้นทุนส่งมอบ2.6009.800
ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน รวมค่าเสื่อมแล้ว5.4007.100
ในค่าใช้จ่ายแถวก่อน มีค่าเสื่อมอยู่0.8000.800
EBIT−2.8002.700
EBITDA เพื่อวิเคราะห์ (EBIT + ค่าเสื่อม)−2.0003.500
ดอกเบี้ย0.8000.800
กำไรก่อนภาษี−3.6001.900
ภาษีสมมติ0.0000.380
กำไรสุทธิ−3.6001.520

ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 7.10 ล้านบาทในตารางรวมค่าเสื่อม 800,000 บาทแล้ว ส่วนก่อนค่าเสื่อม 6.30 ล้านบาทสมมติแบ่งเป็นค่าคนทำงานแทนเจ้าของ 800,000 บาท งานวิจัย 1,200,000 บาท งานตรวจและช่วยลูกค้า 800,000 บาท และงานขายกับบริหารอื่น 3,500,000 บาท คำว่าก่อนค่าเสื่อมเป็นการแยกค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์คงค้าง ยังไม่แปลว่าบริษัทจ่ายเงินสดครบจำนวนนี้ในช่วงเดียวกัน

งานโครงการมีส่วนเหลือหลังต้นทุนตรงประมาณ 57.33% จากรายได้ 15 ล้านบาทหักต้นทุน 6.40 ล้านบาท ส่วนสมาชิกเหลือ 75% หรือ 750,000 บาท ตามการจัดหมวดต้นทุนสมมติ ยอดสมาชิกยังไม่หักงานตรวจและช่วยลูกค้าที่แสดงในค่าใช้จ่ายดำเนินงาน หากแบ่งค่าใช้จ่ายก่อนค่าเสื่อม 500,000 บาทและค่าเสื่อม 30,000 บาทให้สมาชิก จะเหลือ EBIT ของส่วนนี้ 220,000 บาท ส่วนที่เหลือของ EBIT บริษัทเป็นของงานโครงการกับบริการเสริมรวมกัน ยังไม่ได้แยกเป็นราคาของแต่ละธุรกิจ

ทีมงานสมมติแยกแฟ้มงานส่งมอบกับชิ้นส่วนซอฟต์แวร์ที่นำกลับมาใช้ซ้ำ
งานโครงการส่งมอบให้ลูกค้า ส่วนประกอบที่ใช้ซ้ำต้องเก็บสิทธิและความรู้ไว้ให้ทีมใช้ต่อได้

การฟื้นตัวเป็นจุดเริ่มตรวจ ไม่ใช่คำรับรองกำไรระยะยาว

ตารางบอกว่าช่วง B มีรายได้และกำไรดีขึ้นในกรณีสมมติ แต่ยังไม่ได้ระบุว่าเกิดจากลูกค้ารายใด การลดคน การขายทรัพย์สิน หรือเหตุการณ์พิเศษ หากจะใช้กำไรไปตั้งราคา ต้องแยกว่างานเดิมส่งมอบได้โดยใช้ต้นทุนเท่าไร มีงานค้างแก้หรือภาระบริการที่ยังไม่จ่ายหรือไม่ และทีมรักษาระดับงานนี้ได้หลังช่วงฟื้นตัวหรือเปล่า

บริการเสริม 800,000 บาทถูกกำหนดให้เป็นงานดำเนินธุรกิจที่เกิดซ้ำในตัวอย่างนี้ จึงมีรายได้และต้นทุนอยู่ในประมาณการต่อไป การเห็นชื่อ “รายได้อื่น” ในงบจริงยังไม่พอจะจัดประเภทเช่นนี้ ต้องอ่านหมายเหตุและเหตุการณ์จริงก่อน ทั้งดอกเบี้ยรับ ผลต่างอัตราแลกเปลี่ยน เงินช่วยเหลือ หรือกำไรขายทรัพย์สินอาจมีเหตุและจังหวะเงินสดต่างกัน

ภาษีช่วง A สมมติเป็นศูนย์และไม่ตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี ส่วนช่วง B สมมติภาษี 20% ของกำไรก่อนภาษีและจ่ายครบในช่วงนั้น ผลขาดทุนทางบัญชีไม่ได้ยืนยันว่าจะนำไปใช้ลดภาษีงวดถัดไปได้ และค่าใช้จ่ายภาษีอาจต่างจากเงินสดจ่ายจริง จึงต้องตรวจฐานภาษีและเงื่อนไขแยก [IAS 12]

งบสามชุดเล่าเรื่องเดียวกันคนละด้าน

กำไรขาดทุนรายได้รวม 16.80 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1.52 ล้านบาท
ฐานะการเงินปลายช่วงมีเงินสด 6.20 ล้านบาท ลูกหนี้ 4.00 ล้านบาท
กระแสเงินสดเงินสดจากดำเนินงาน −0.48 ล้านบาท กิจกรรมลงทุน −0.40 ล้านบาท
หน่วยล้านบาท กรณีสมมติ เงินสดปลายปีเป็นยอดคงเหลือ ไม่ใช่เงินสดที่ปีนี้สร้างทั้งหมด

กำไรบอกผลดำเนินงานตามเกณฑ์บัญชี งบฐานะการเงินบอกทรัพยากรและภาระ ณ วันหนึ่ง ส่วนงบกระแสเงินสดอธิบายเงินที่เข้าออกในช่วงเวลาเดียวกัน ในช่วง B บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,520,000 บาท แต่เงินสดลดลง 2,000,000 บาท เงินสดจากดำเนินงานติดลบ มีการลงทุนและวางเงินประกันเพิ่ม รวมถึงชำระเงินต้นกู้ ตอนสุดท้ายจะเปิดตารางเชื่อมแต่ละยอดให้ตรวจได้

อีกจุดที่ผมอยากให้แยกคือเงินสดของบริษัทกับเงินสดที่พร้อมจ่ายให้เจ้าของ บริษัทอาจมีเงินสดไว้จ่ายเงินเดือนและค่าใช้ระบบอยู่แล้ว การตีมูลค่าจากเงินสดดำเนินงานจึงไม่ได้อนุญาตให้บวกเงินสดทั้งก้อนเข้าราคาบริษัทอีกรอบ ต้องแยกเงินสดที่จำเป็นกับส่วนเกินตามแผนงานจริง

สิ่งที่ทำให้มูลค่าต่างกัน แม้รายได้เท่ากัน

บริษัทสองแห่งมี ARR 1 ล้านบาทเท่ากันได้ แต่แห่งแรกอาจมีลูกค้ากระจายตัว ต่อสัญญาได้โดยไม่พึ่งเจ้าของ และรู้ต้นทุนให้บริการแต่ละราย อีกแห่งอาจพึ่งลูกค้ารายเดียว สัญญาเลิกได้เร็ว และใช้ AI แบบไม่จำกัดโดยยังไม่มีข้อมูลต้นทุน มูลค่าต่างกันได้จากความคาดหวังต่อเงินสดและความเสี่ยง ไม่ใช่เพราะตัวอักษร ARR เปลี่ยนยอดขายให้แน่นอนขึ้น

IP ที่ดีอาจลดเวลาส่งมอบหรือทำให้ลูกค้ายอมจ่าย แต่ซอร์สโค้ดจำนวนมากก็อาจต้องแก้ทุกครั้งที่ขาย การมี repository จึงยังไม่ตอบเรื่องความสามารถใช้ซ้ำ คุณภาพเอกสาร การพึ่งคนหลัก หรือสิทธิใช้โค้ดหลังซื้อกิจการ บางกิจการมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงแม้งบแสดงสินทรัพย์ไม่มีตัวตนน้อย ขณะที่โครงการพัฒนาที่ลงต้นทุนสูงก็อาจไม่มีคนต้องการซื้อ

ข้อมูลที่ผมจะขอก่อนเลือกวิธีประเมิน เป็นข้อเสนอเพื่อวิเคราะห์ ไม่ใช่เอกสารที่ยืนยันว่ากิจการใดมีครบ
คำถามหลักฐานที่ช่วยตอบ
ลูกค้าซื้ออะไรจริงสัญญา ใบเสนอราคา เกณฑ์รับมอบ และสิ่งที่ต้องให้บริการหลังรับเงิน
กำไรส่วนไหนรักษาไว้ได้กำไรตามโครงการ ชั่วโมงแก้งาน และต้นทุนคนที่ต้องอยู่ต่อ
รายได้สมาชิกต่ออายุแค่ไหนทะเบียนสัญญา รายได้ลูกค้ากลุ่มเดิม และประวัติเลิกใช้
ซอฟต์แวร์เป็นของใครและถ่ายโอนได้ไหมสัญญาจ้าง ข้อกำหนดลูกค้า สิทธิใช้ส่วนประกอบ และเอกสารส่งมอบ
เงินสดติดอยู่ตรงไหนอายุลูกหนี้ เงินรับล่วงหน้า ภาระบริการ และรายการลงทุนที่ยังต้องทำ

ผมจะให้น้ำหนักกับความสามารถส่งมอบงานและเก็บเงินได้ โดยยังเหลืองบรักษาผลิตภัณฑ์ มากกว่าคำเรียกว่าบริษัทเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ผ่านระบบสมาชิก (SaaS) หรือ AI company หากต้องการมูลค่าที่อธิบายได้ เริ่มจากแยกรายได้รวม 16.80 ล้านบาทนี้ให้เห็นว่าลูกค้ารายไหนจ่ายเพื่ออะไร และบริษัทต้องทำอะไรตอบแทน

อ่านต่อในตอนที่ 2 เรื่องสิทธิในซอฟต์แวร์ มูลค่าทางเศรษฐกิจ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตนในบัญชี ก่อนกลับมาคำนวณว่ารายได้สมาชิกเหลือเงินเท่าไร

แชร์บทความ

FacebookX
# MBA
ภาพประกอบเจ้าของกิจการสมมติพิจารณาแฟ้มและภาพอาคารเครื่องจักรของโรงงาน ไม่ใช่รายงานประเมินสินทรัพย์จริง
ตัวคูณมูลค่าและสินทรัพย์สุทธิ ใช้ประเมินบริษัทต่างกันอย่างไร
เทียบ EV/EBITDA กับ P/E และสินทรัพย์สุทธิที่ปรับแล้ว พร้อมเลือกวิธีให้ตรงกับธุรกิจและฐานข้อมูล