Skip to Content
บัญชีค่าใช้จ่ายวางคู่กับบล็อกเวลาของเจ้าของที่เลือกแบ่งให้โครงการต่างกัน

เศรษฐศาสตร์สำหรับคนทำธุรกิจ ตอนที่ 3 ต้นทุนงานหนึ่งชิ้นมีอะไรที่ยังมองไม่เห็น

แยกต้นทุนคงที่ ผันแปร ส่วนเพิ่ม และค่าเสียโอกาส โดยไม่คิดค่าแรงหรือทรัพยากรเดียวกันซ้ำ
17 ตุลาคม ค.ศ. 2026 โดย
Supaket

เศรษฐศาสตร์สำหรับคนทำธุรกิจ · ตอน 3 จาก 8

ใบเสนอราคาหักค่าคนกับค่าคลาวด์แล้วดูเหมือนเหลือเงิน แต่เจ้าของต้องลงไปแก้งานเองอีกหลายวัน ถ้าเวลาชุดนั้นใช้กับงานอื่นได้ เราได้รวมสิ่งที่ยอมเสียไปไว้ในคำว่า “คุ้ม” แล้วหรือยัง?

โรงงานที่ใช้พื้นที่ของตัวเองก็เจอเรื่องเดียวกัน ไม่มีค่าเช่าจ่ายทุกเดือน แต่พื้นที่นั้นอาจให้เช่าหรือใช้กับสายผลิตอื่นได้ ตอนนี้ผมชวนแยกต้นทุนเป็นคนละมิติ เพื่อให้เลือกตัวเลขให้ตรงคำถาม ก่อนนำไปบวกรวมในตารางเดียว

ต้นทุนที่มีภาระเป็นเงินกับต้นทุนของทางเลือก

ต้นทุนชัดแจ้ง (explicit cost) คือค่าทรัพยากรที่กิจการมีภาระจ่าย เช่น เงินเดือน ค่าผู้รับเหมาช่วง ค่าวัสดุ และค่าเช่า ส่วนต้นทุนไม่ชัดแจ้ง (implicit cost) คือมูลค่าของทรัพยากรที่กิจการหรือเจ้าของนำมาใช้เอง โดยไม่ได้จ่ายให้คนนอกในรายการนั้น เช่น ค่าเสียโอกาสของเวลาหรือพื้นที่ตนเอง

ไม่มีเงินจ่ายออกในรายการหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าการใช้ทรัพยากรนั้นไม่มีต้นทุนค่าเสียโอกาส ต้องระบุทางเลือกที่ทำได้จริงและประโยชน์สุทธิที่ยอมปล่อยไป ไม่กำหนดมูลค่าขึ้นมาเพียงเพราะอยากให้ต้นทุนดูครบ

การบัญชียังมีค่าใช้จ่ายที่เงินสดจ่ายคนละเวลากัน เช่น ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายหรือค่าเสื่อมราคา จึงไม่ควรใช้คำว่า “ต้นทุนทางบัญชี” แทนเฉพาะเงินที่โอนออกวันนี้ หัวข้อนี้ใช้แยกกรอบคิด ไม่ใช่คำแนะนำการรับรู้รายการตามมาตรฐานบัญชีเฉพาะกรณี

บัญชีค่าใช้จ่ายวางคู่กับบล็อกเวลาของเจ้าของที่เลือกแบ่งให้โครงการต่างกัน
เงินที่บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายกับมูลค่าเวลาของเจ้าของเป็นคนละมิติ ต้องตรวจไม่ให้นับต้นทุนเดียวกันซ้ำ

คงที่กับผันแปรเป็นอีกคำถามหนึ่ง

ต้นทุนคงที่ไม่เปลี่ยนตามปริมาณผลผลิตในช่วงเวลาหรือช่วงกำลังการผลิตที่กำหนด ส่วนต้นทุนผันแปรเปลี่ยนตามปริมาณผลผลิตนั้น การแบ่งสองแบบนี้ไม่ได้ซ้อนทับกับชัดแจ้งและไม่ชัดแจ้งเป็นคู่เดียวกัน ค่าเช่าที่จ่ายจริงอาจเป็นทั้งต้นทุนชัดแจ้งและต้นทุนคงที่ได้

เงินเดือนทีมประจำอาจคงที่สำหรับการตัดสินใจรับงานเพิ่มสัปดาห์หน้า แต่ถ้าต้องจ้างอีกทีมเพื่อส่งมอบตามสัญญา ต้นทุนก็เพิ่มเป็นขั้น ค่าใช้บริการคลาวด์อาจมีขั้นต่ำพร้อมส่วนที่เพิ่มตามการใช้ จึงไม่ควรจัดทั้งใบแจ้งหนี้เป็นผันแปรทั้งหมดโดยยังไม่ดูเงื่อนไข

ฝ่ายผลิตอาจมีค่าเช่าโรงงานคงที่ในเดือนนี้ ค่าวัตถุดิบเปลี่ยนตามจำนวนชิ้น และค่าตั้งเครื่องเกิดทุกครั้งที่เริ่มล็อต การทำล็อตเล็กหลายล็อตจึงไม่ได้มีต้นทุนเท่าล็อตใหญ่เพียงเพราะจำนวนชิ้นรวมเท่ากัน

ตารางเลื่อนซ้ายและขวาเพื่ออ่านได้ครบ

รายการเดียวกันต้องอ่านทั้งพฤติกรรมต้นทุนและผลของทางเลือก
รายการตัวอย่างต้องระบุอะไรก่อนใช้ตัดสินใจงานเพิ่ม
เงินเดือนประจำเดือนที่พิจารณา คนที่มี และกำลังว่างเงินเดือนเปลี่ยนหรือไม่ และงานใหม่เบียดงานใด
ค่าคลาวด์ขั้นต่ำ การใช้จริง และระดับที่ราคาเปลี่ยนงานใหม่เพิ่มการใช้หรือทำให้ข้ามระดับหรือไม่
วัสดุและของเสียต่อชิ้นดีหรือต่อชิ้นที่เริ่มผลิตรวมวัสดุที่เสียและมูลค่าที่กู้คืนได้หรือยัง
พื้นที่ของเจ้าของทางเลือกใช้เองหรือให้เช่าที่ทำได้จริงใส่ประโยชน์สุทธิที่เสียไปเฉพาะเมื่อยังไม่รวม
งานตั้งเครื่องหรือเตรียมระบบต่อครั้ง ต่อล็อต หรือต่อโครงการรวมจำนวนครั้งที่งานใหม่นี้ทำให้เกิดเพิ่ม

ตารางนี้ไม่ได้กำหนดบัญชีให้ทุกกิจการ รายการเดียวกันอาจมีพฤติกรรมต่างกันเมื่อเปลี่ยนสัญญา ระยะเวลา หรือกำลังการผลิต คำว่า “คงที่” จึงต้องมีขอบเขตกำกับอยู่เสมอ

ต้นทุน
มองให้ครบ
แล้วตรวจอย่านับซ้ำ
อ่านค่าใช้จ่าย ภาระผูกพัน และทางเลือกที่เสียไปบนฐานเดียวกัน ก่อนรวมเป็นตัวเลขตัดสินใจ

ตัวอย่างงานซอฟต์แวร์ที่ต้องตีค่าเวลาของเจ้าของ

สมมติว่าบริษัทพิจารณารับงานเชื่อมระบบหนึ่งงาน ได้ค่าบริการ 90,000 บาท มีค่าใช้จ่ายที่เกิดเพิ่มจากงาน 30,000 บาท และต้องใช้เวลาเจ้าของ 20 ชั่วโมง ตัวเลขไม่รวมภาษี และสมมติให้เงินรับกับค่าใช้จ่ายเพิ่มแน่นอนเพื่อแยกประเด็นค่าเสียโอกาส

ทางเลือกที่ดีที่สุดที่ทำได้จริงใน 20 ชั่วโมงเดียวกันคืองานตรวจแบบอีกงาน ซึ่งเหลือประโยชน์ 24,000 บาทหลังหักค่าใช้จ่ายที่งานนั้นทำให้เกิดเพิ่มแล้ว เลือกทำพร้อมกันไม่ได้ และเวลาเจ้าของส่วนนี้ยังไม่ได้ใส่ในค่าใช้จ่าย 30,000 บาท

งานใหม่จึงเหลือ 90,000 - 30,000 = 60,000 บาทก่อนค่าใช้จ่ายเดิม และเมื่อหักค่าเสียโอกาส 24,000 บาท ยังเหลือความได้เปรียบจากทางเลือกใหม่ 36,000 บาทภายใต้สมมติฐานนี้ ทั้งสองจำนวนไม่ใช่กำไรสุทธิของบริษัท เพราะยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมดของรอบบัญชี

ถ้างานใหม่ใช้เจ้าของ 40 ชั่วโมงแทน 20 ชั่วโมง จะใช้ค่าเสียโอกาสเดิมตรง ๆ ไม่ได้ ต้องดูว่าอีก 20 ชั่วโมงเบียดอะไรออกไป และค่าใช้จ่ายเพิ่มเปลี่ยนหรือไม่ ความละเอียดของสูตรช่วยไม่ได้ หากปริมาณทรัพยากรตั้งต้นคลาดเคลื่อน

กรณีที่ 30,000 บาทรวมค่าตอบแทนหรือมูลค่าของเวลาเจ้าของบนฐานเดียวกันอยู่แล้ว ต้องตรวจว่ามีส่วนซ้ำกับ 24,000 บาทหรือไม่ การใส่ค่าเสียโอกาสไม่ใช่การเติมค่าแรงสมมติทับต้นทุนเดิมทุกครั้ง

ต้นทุนเฉลี่ยบอกภาพรวม ส่วนเพิ่มตอบงานถัดไป

ต้นทุนรวมเท่ากับต้นทุนคงที่บวกต้นทุนผันแปร ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยคือต้นทุนรวมหารผลผลิต ส่วนต้นทุนส่วนเพิ่มคือการเปลี่ยนของต้นทุนรวมหารการเปลี่ยนของผลผลิต ควรใช้หน่วยผลผลิตเดียวกันและช่วงเวลาเดียวกันก่อนคำนวณ

สมมติว่าโรงงานผลิตชิ้นงานมาตรฐานชนิดเดียวในหนึ่งเดือน มีต้นทุนคงที่ 40,000 บาท วัตถุดิบและค่าใช้จ่ายผันแปรรวม 60 บาทต่อชิ้นดี โดยอัตรานี้รวมเผื่อของเสียแล้ว ที่ 1,000 ชิ้น ต้นทุนรวมคือ 100,000 บาท และต้นทุนเฉลี่ยคือ 100 บาทต่อชิ้น

หากยังมีกำลังว่างและเพิ่มอีก 100 ชิ้นได้โดยไม่ตั้งเครื่องเพิ่ม ไม่ทำล่วงเวลา และไม่มีต้นทุนอื่นเพิ่ม ต้นทุนล็อตเพิ่มคือ 6,000 บาท หรือ 60 บาทต่อชิ้นดี ต้นทุนรวมใหม่ 106,000 บาท หาร 1,100 ชิ้น ได้เฉลี่ยประมาณ 96.36 บาทต่อชิ้น

ต้นทุนเฉลี่ยลดลงในตัวอย่างนี้เพราะต้นทุนคงที่กระจายบนจำนวนชิ้นมากขึ้น แต่ยังไม่พอสรุปว่าโรงงานมีความประหยัดต่อขนาดในระยะยาว เพราะเรายังใช้กำลังและเครื่องจักรเดิม ถ้าล็อตใหม่ต้องตั้งเครื่อง 3,000 บาท ต้นทุนเพิ่มทั้งล็อตจะเป็น 9,000 บาททันที

โรงงานแยกค่าใช้พื้นที่และเครื่องจักรออกจากวัสดุที่ต้องใช้ในล็อตใหม่
ต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรต้องระบุช่วงเวลาและปริมาณที่พิจารณา ภาพนี้เป็นแนวคิด ไม่ใช่ผังบัญชี

ทำตารางต้นทุนให้ตอบคำตัดสินเดียวกัน

สำหรับซอฟต์แวร์เฮาส์หรือ Odoo Partner ผมจะแยกค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนเพราะรับงานออกจากค่าใช้จ่ายที่บริษัทต้องรับอยู่แล้ว แล้วบันทึกเวลาผู้เชี่ยวชาญ งานทดสอบ ภาระดูแล และค่าเสียโอกาสที่ยังไม่รวม ไม่เอาค่าเฉลี่ยของโครงการขนาดต่างกันมาสรุปว่าทุกโครงการมีต้นทุนต่อหน่วยเท่ากัน

ฝ่ายผลิตควรเขียนกำลังว่าง จำนวนชิ้นดี เวลาเปลี่ยนงาน และเงื่อนไขวัสดุไว้ข้างตัวเลข ถ้าใช้ชั่วโมงเครื่องจักรเป็นข้อจำกัด ให้แยกต้นทุนต่อชิ้นกับทรัพยากรต่อชิ้นไว้คนละช่อง จะได้ไม่เผลอเลือกสินค้าที่ดูเหลือมากต่อชิ้นแต่กินเวลาทั้งกะ

ต้นทุนที่เกี่ยวข้องคือสิ่งที่ต่างกันระหว่างทางเลือกข้างหน้า ส่วนต้นทุนเต็มยังจำเป็นต่อการดูว่าราคากับรูปแบบธุรกิจเลี้ยงกิจการได้ในระยะยาวหรือไม่ ต้องใช้ให้ตรงคำถาม

ก่อนส่งตารางให้ผู้อนุมัติ ลองตามตัวเลขแต่ละช่องกลับไปที่สัญญา ชั่วโมงงาน หรือหน่วยผลิต หากตอบไม่ได้ว่ารายการนี้เกิดเพราะทางเลือกไหน ให้ตั้งไว้เป็นข้อมูลที่ต้องตรวจ ไม่เติมตัวเลขเพื่อให้ตารางดูแน่น

ตอนที่ 4 จะนำต้นทุนไปเทียบกับรายรับของงานเพิ่ม พร้อมแยกกำไรที่มองในแต่ละกรอบออกจากเงินสดที่ต้องใช้ก่อนลูกค้าจ่าย

คำถามที่พบบ่อย

เงินเดือนประจำไม่เพิ่ม แปลว่ารับงานใหม่ไม่มีค่าแรงเพิ่มใช่ไหม

อาจไม่มีเงินเดือนเพิ่มในช่วงนั้น แต่เวลายังมีจำกัด ต้องตรวจงานเดิมที่ถูกเบียด ภาระล่วงเวลา และกำลังคนในขั้นตอนอื่น ถ้ารับได้เพราะกำลังว่างจริงกับต้องสละงานที่คุ้มกว่ามีความหมายต่างกัน

ต้องนำต้นทุนค่าเสียโอกาสมาบวกกับค่าใช้จ่ายทุกครั้งหรือไม่

ไม่ใช่ ต้องดูว่าต้นทุนเดิมนับมูลค่าทางเลือกนั้นแล้วหรือยัง และทางเลือกที่อ้างทำได้จริงหรือไม่ เพิ่มเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องและยังไม่รวม เพื่อหลีกเลี่ยงการนับทรัพยากรเดียวกันซ้ำ

แหล่งที่ใช้ตรวจแนวคิด

ตอนนี้แยกแนวคิดเรื่องต้นทุนชัดแจ้ง ต้นทุนไม่ชัดแจ้ง ต้นทุนคงที่ ต้นทุนผันแปร ต้นทุนเฉลี่ย และต้นทุนส่วนเพิ่ม อ่านนิยามเพิ่มเติมได้จาก OpenStax 7.1 และ 7.3 ด้านล่าง ตัวเลขและกรณีธุรกิจซอฟต์แวร์ งาน SI, Odoo Partner และฝ่ายผลิตเป็นสมมติฐานที่ผมสร้าง ไม่ใช่ผลวิจัยหรือข้อมูลต้นทุนขององค์กรใด

อ่านต้นทุนชัดแจ้ง ไม่ชัดแจ้ง และกำไรใน OpenStax 7.1 และ ต้นทุนระยะสั้นใน OpenStax 7.3

แชร์บทความ

FacebookX
นักพัฒนาส่งรายการงานเข้าคิวก่อนผ่านผู้ตรวจงานคนเดียว
เศรษฐศาสตร์สำหรับคนทำธุรกิจ ตอนที่ 2 ทำไมเพิ่มคนแล้วงานไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วน
แยกผลผลิตรวม เฉลี่ย และส่วนเพิ่ม ก่อนจ้างคนแก้คอขวดของทีมซอฟต์แวร์และฝ่ายผลิต